กล่องความทรงจำ

สืบเนื่องจากระทู้ในพันธ์ทิพย์ (ขออภัยที่จำลิงก์ไม่ได้แล้ว) ก็ได้ไปเจอกับกระทู้การ์ตูนที่ผมโตขึ้นมากับมัน ก็เลยเซฟรูปภาพ และขอเก็บเอาไว้ในบล็อกแห่งนี้ เพื่อเป็นความทรงจำของผมครับ

เพลงรัก ถ้าไม่รัก ก็เขียนไม่ได้

“อยากให้รู้ว่า เพลงรัก ถ้าไม่รัก ก็เขียนไม่ได้” หนึ่งประโยคในเพลง “กันและกัน” จากหนัง “รักแห่งสยาม” หนึ่งประโยคที่คอยแทรกอยู่ในหนังเป็นช่วงๆ ราวกับตอกย้ำเนื้อความในเพลง หนึ่งประโยคที่หนังเรื่องนี้อยากจะบอกกับผู้ที่ได้ชม “รักแห่งสยาม” ว่ามันคือความจริง

คนเราต้องล้วนเคยผ่านความรัก ไม่ว่าความรักนั้นจะหอมหวาน มีความสุข หรือเป็นดั่งยาขม ทำให้เจ็บปวด แต่เมื่อผู้ใดผ่านมาแล้วย่อมทำให้ผู้นั้นมีประสบการณ์ และเติบโตขึ้น เช่นเดียวกับผู้เขียนบทหนังเรื่องนี้ ที่น่าจะเคยผ่านกับประสบการณ์ความรักไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม และถ่ายทอดออกมาเป็น “รักแห่งสยาม” ที่มิน่าจะใช่เป็นเพียงแค่รักในสยามสแควร์ หรือสยามประเทศ แต่มันคือความรักของโลกใบนี้

โต้งกับโดนัท ตัวแทนของความรักของวัยหนุ่มสาว ที่เพิ่งผลิบาน และยังไม่รู้อะไรมากนัก และมักจะสับสนในใจของตนเองอยู่เสมอ หญิงกับมิว (และโต้ง) ตัวแทนของความรักอันบริสุทธิ์ ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อความรัก ไม่ว่าสิ่งนั้นจะยากแค่ไหนก็ตาม มิวกับเพื่อนในวง ตัวแทนของความรักในรูปแบบของเพื่อน ที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เราก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่เสมอ โต้งกับเพื่อนในกลุ่ม ตัวแทนของความรักในรูปแบบของเพื่อนอีกแบบหนึ่ง ที่พร้อมจะเป็นที่ปรึกษา ที่พึ่งพิงให้ได้เสมอ จูนกับครอบครัวของโต้ง ตัวแทนของความรักที่หายไป เป็นความรักที่จูนขาดไป และใฝ่ฝันที่จะมีมาตลอด ถึงแม้จูนอาจจะไม่รู้ตัวก็ตาม โต้งกับแม่ ตัวแทนของความรักระหว่างแม่และลูกในวัยรุ่น ที่มักจะมีปัญหาไม่เข้าใจระหว่างกันอยู่เสมอ มิวกับอาม่า และพ่อกับแตง ตัวแทนของความรักและการสูญเสีย เมื่อมีพบ ก็ต้องมีการจาก เมื่อต้องจากจากคนที่เรารัก สิ่งที่รอเราอยู่คือความเหงา ความเศร้า และจิตใจที่บอบช้ำ และสิ่งที่เราได้เห็นในหนังก็คือ วิธีการจัดการกับจิตใจเหล่านั้น มิวกับโต้ง ตัวแทนของความรักที่ก้าวพ้น เป็นความรักที่อยู่นอกเหนือจากกฎเกณฑ์ธรรมชาติ เป็นความรักที่บริสุทธิ์ และยังสับสนในตัวมันอยู่เสมอ และสุดท้าย ความรักระหว่างกรกับสุนีย์ พ่อและแม่ของโต้ง เป็นความรักของผู้ใหญ่ ที่มักจะมีเรื่องของเหตุและผลเข้ามาอยู่ด้วยเสมอ ทั้งๆ ที่รักนั้นอาจจะไม่ต้องการเหตุและผล ขอเพียงแค่เข้าใจกันก็เพียงพอแล้ว

ผมเขียนความรักที่เกิดขึ้นในหนังทั้งหมดเท่าที่คิดได้ออกมา และเรียงลำดับความสำคัญในหนังจากน้อยไปหามาก ตามความคิดของผมเอง

รักแห่งสยาม มีประเด็นให้ขบคิดมากมาย ทั้งประเด็นหลักของหนัง ที่อาจจะประชาสัมพันธ์ออกมาผิดประเด็น (เข้าใจว่า เพื่อให้คนเข้าไปดูมากๆ ไว้ก่อน) แต่กลับมีความหมายมากที่สุด กับความรักที่ก้าวพ้นจากกฎเกณฑ์ธรรมดา และความรักที่ซับซ้อนของผู้ใหญ่

กล้าชมได้เลยว่าดารารุ่นใหญ่ที่รับบทเป็น พ่อและแม่ของโต้ง แสดงได้ดีมากๆ และเด่นที่สุดในเรื่อง เมื่อเทียบกับโดนัทที่ออกมาเพียงไม่กี่ตอน (คิดว่าในตัวอย่างหนังก็คงเห็นซีนที่โดนัทออกมาหมดแล้ว) และเหล่าดาราเด็กช่วงแรก ที่คงเห็นการแสดงแข็งๆ บ้างอยู่ การแสดงของพ่อและแม่ของโต้งนั้น มีพลังมาก ทั้งเรื่องของบทหนัง และการแสดง ที่ทำให้มีความรู้สึกร่วมได้อยู่เสมอ ทั้งความรักและการสูญเสีย หญิงที่ออกมาทีไร ก็นึกถึงความรักที่บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา ไร้สิ่งปนเปื้อน เป็นความรักที่มองแล้วน่ารักอยู่เสมอ มิวและโต้ง ที่บอกได้คำเดียว “ฉากเดียว เสียวทั้งปี” กับบทหนังที่ต้องสื่อถึงความสับสนของความรักที่ตนเองมี ก็ถือได้ว่าดีทีเดียว

อีกฉากหนึ่งที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ คือฉากที่ฉายให้เห็นตัวละครแต่ละคนในสยามสแควร์ เป็น Long take ถือว่าเป็นฉากที่เล่นมุมกล้องได้ดีมาก และสื่อถึงตัวละครแต่ละคน กับความรู้สึกและชีวิตในสยามสแควร์อันหลากหลาย

อีกเรื่องที่จะต้อง กล่าวถึงให้ได้ คือเรื่องของดนตรี ด้วยตัวผมที่เป็นนักดนตรี ที่อินและซาบซึ้งในเสียงเพลงอยู่เสมอ ดนตรีที่แต่งมาสำหรับเรื่องนี้มีพลัง และความหมายสำหรับหนังเรื่องนี้อย่างเต็มเปี่ยม ทั้งเสียงเปียโนที่คอยขับกล่อมให้เหมาะกับหนังรักอยู่เสมอ เพลง Ticket กับการเริ่มต้นของหนังที่ทรงพลัง เพลงคืนอันเป็นนิรันดร์ ด้วยเสียงร้องของนักแสดงเด็ก และคอรัส (ขออภัยที่จำชื่อนักแสดงไม่ได้) ที่ฟังแล้วช่างอธิบายถึงความเศร้าอย่างจับใจในตัวละครแต่ละคน และเพลงกันและกัน ที่ไม่ว่าจะขึ้นมากี่ครั้ง ก็มักจะสอดคล้องกับเรื่องราวของหนังไปทุกครั้ง บวกกับเสียงของมิวที่ทำให้ฟังเพลงนี้แล้วรู้สึกได้ว่าออกมาจากใจจริงๆ (ที่หวังว่าในโลกความเป็นจริงคงจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น)

เมื่อหนังมีข้อ ดี ก็ต้องย่อมมีข้อเสียเป็นของธรรมดา สิ่งแรกที่อาจจะเห็นเฉพาะตัวผมคือ ฉากที่ฉายมิวในตอนเด็ก มีฉากหนึ่งที่มีจิ๊กซอว์ ซึ่งเป็นรูปการ์ตูนเรื่อง Full metal alchemist ซึ่งเพิ่งสร้างเมื่อปีสองปีก่อน จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีในฉากนั้นซึ่งน่าจะเป็นอดีตสัก 7-8 ปีก่อน อีกฉากหนึ่งเลยที่อยากจะติ นั่นคือสภาพของโต้งและกลุ่มเพื่อนของเขา ที่มานั่งตั้งวงกินเหล้ากันในคอนโดกันเฉพาะเด็กๆ ทั้งๆ ที่ตัวละครน่าจะอยู่เพียงแค่ม.ปลาย รวมถึงยังมีเพื่อนหญิงมานั่งกินอยู่ด้วยอีก รวมถึงการสูบบุหรี่ และขับรถในคืนวันคริสต์มาส ซึ่งอาจจะเข้าใจได้ว่า คุณมะเดี่ยวต้องการเสียดสีสังคมในปัจจุบัน แต่โดยรวมแล้วยังไงก็ถือว่าไม่ดีอยู่ดี

ข้อเสียทั้งหมดนี้อาจจะเป็นแค่ สิ่งที่ผมคิดมากไปเองก็ได้

สุดท้ายนี้ ขอชมภาพรวมว่าคุณมะเดี่ยวทำหนังเรื่องนี้ได้ดีมาก ถึงแม้ว่าจะมี “ฉากเดียว เสียวทั้งปี” อยู่ แต่ก็ไม่ได้ลดให้คุณค่าของหนังเรื่องนี้ลดลงเลยแม้แต่น้อย

ด้วยความนับถืออย่างสูง กับความรักแห่งสากลโลก ที่สร้างโลกใบนี้ให้สดใสงดงามอยู่เสมอ

WingGundamZeroCustom.co.th

รักแห่งสยาม

ดร.Geeks

วันนี้ไปอ่านเว็บตอบสัมภาษณ์ ดร.ธวัชชัย แห่ง GotoKnow ที่ Blognone มา (เว็บ Blognone จะชอบสัมภาษณ์บุคคลที่มีชื่อเสียงในโลกไอที โดยจะให้ผู้ที่เข้ามาอ่านเว็บคิดคำสัมภาษณ์ แล้วรวบรวมให้ผู้ถูกสัมภาษณ์มาตอบทีเดียว) อ่านแล้วคำถามแรกที่เกิดขึ้นมาเลย เขาเป็นใคร ตรูไม่รู้จัก หลังจากเริ่มอ่านคำตอบสัมภาษณ์ไปเรื่อยๆ ก็พอรู้ได้ว่า เขาเป็นผู้ดูแลเว็บที่น่าจะดังมากอยู่หลายเว็บ น่าจะมีเว็บเกี่ยวกับ KM อยู่ด้วย พัฒนาเว็บขึ้นมาเองโดยใช้ Ruby on Rails (RoR) เป็น Programmer เป็นอาจารย์ระดับดร. อยู่ที่ม.สงขลา และเป็น Geek!!!

Geek ถ้าใครยังไม่รู้จักคำนี้จะอธิบายกันง่ายๆ ตามคำแปลของดิคชันนารีว่า “บุคคลที่มีความเก่งกาจ แต่ขาดความสามารถในการเข้าสังคม” แต่ก็มีอีกคำที่ใช้ในความหมายคล้ายๆ กันคือคำว่า Nerd แต่ปัจจุบันความหมายของคำว่า Geek กับ Nerd เริ่มเปลี่ยนไปในแง่บวกเป็น “ผู้ที่มีความสามารถเก่งกาจทางด้านคอมพิวเตอร์ หรือเทคโนโลยี”

แต่ประเด็นเราจะไม่ได้คุยกันเรื่องความหมายของ Geek หรือ Nerd หรอก แต่เราจะพูดถึงเรื่องที่ผมจะไม่ค่อยได้เห็นอาจารย์ในระดับดร.ที่เป็น Geek และความมีความคิดเห็นที่น่าสนใจที่ตรงกับผมหลายอย่างต่างหาก

ความคิดหนึ่งที่ชอบมากคือเรื่อง KM ปัจจุบันเราจะเห็นองค์กรหลายที่ประกาศล้วนแต่จะบอกว่า องค์กรกรูมี KM แล้วนะ มีการทำ KM แล้ว แต่อาจารย์ท่านบอกว่า เรากำลังจะตกอยู่ในหลุมดำของ KM หรือเปล่า ที่มีขึ้นมาก็เพื่อความโก้หรู มีขึ้นมาแต่ก็ทำกันอยู่แค่ไม่กี่คน แล้วก็บอกคนอื่นไปทั่ว ว่าเรามีการจัดการองค์ความรู้แล้วนะ องค์กรเราจะพัฒนาแล้ว ทั้งๆ ที่ขาดสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ Participation หรือการมีส่วนร่วมของคนทุกคน สุดท้ายก็ลืมจุดประสงค์หลักของ KM ไป นั่นก็คือ “การแลกเปลี่ยนความรู้”

แต่แนวความคิด KM ก็ยังมีอุปสรรคอีกอย่างในเรื่องของ Participation นั่นก็คือ เรื่องของความร่วมมือ ต่อให้เราเปิดในเรื่องการมีส่วนร่วมให้ดีแค่ไหน ถ้าคนมันจะไม่สนใจอ่ะนะ มันก็ไม่มีประโยชน์ ความคิดมันก็มีหลายแบบตั้งแต่ ทำไปก็ไม่เห็นตัวเองจะได้อะไรเพิ่มขึ้น ไม่เห็นจะได้ “เงิน” เพิ่มขึ้น มีแต่เหนื่อย ขี้เกียจ หรือความคิดอีกแบบคือ เวลามีคนเก่งๆ เข้ามา เราก็จะคิดว่า “เราจะไปมีความคิดอะไรสู้เขาได้หรือ” ก็เลยอยู่เฉยๆ ไปเลย แล้วก็คิดไปเองว่า เดี๋ยวปล่อยให้พวกเก่งๆ จัดการก็พอแล้ว ไม่ต้องมีเราหรอก ทั้งๆ ที่แต่ละคนมีความสามารถไม่เหมือนกันอยู่แล้ว และถ้าเอาความสามารถของแต่ละคนมารวมกัน ก็ย่อมดังคำที่ว่า “คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย” และความคิดสุดท้ายที่ทำให้ KM ไม่ประสบความสำเร็จคือ “ตรูไม่สนใจ”

พูดถึงเรื่องความสนใจ ก็ไปเข้าเรื่องสัมภาษณ์อีกเรื่องหนึ่งของอาจารย์ธวัชชัยก็คือ นักศึกษาสายคอมพิวเตอร์สมัยนี้แย่ไหม ซึ่งตัวผมเห็นด้วยและประสบกับความจริงเลยที่ว่า นักศึกษาสายคอมพิวเตอร์กว่า 90% ไม่ชอบคอมฯ ไม่สนใจคอมฯ ซึ่งทำให้คุณภาพ “การศึกษา”ของนักศึกษาแย่มาก แต่คุณภาพในฐานะที่เป็น “นักศึกษา” เขาไม่ได้แย่ตาม สาเหตุเป็นเพราะเขาทำสิ่งที่เขาไม่ได้สนใจ หรือชอบกับมัน

สาเหตุที่เป็นอย่างนี้ก็คงอย่างที่อาจารย์ธวัชชัยตอบเช่นกัน คือ นักศึกษาไม่ค้นพบว่าตัวเองชอบอะไร และตลกกับคำพูดท้ายของอาจารย์ที่ว่า “คนที่ได้เรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบ ถือได้ว่าเป็นคนที่มีบุญจริงๆ สำหรับในประเทศนี้”

คำพูดที่ผมชอบมากอีกคำ

“Geeks ก็มีหัวใจนะครับ ความรักกับ Geeks เป็นของคู่กันครับ”

ปัจจุบันก็คงจะยอมรับตัวเองว่าเป็น Geeks แล้ว (จริงๆ เป็นมาเป็นชาติ คงตั้งแต่เริ่มจับคอมฯ แล้วแหล่ะ) การมีความรักนี่แหล่ะ ที่มันสรรค์สร้างให้ตัวผมเป็น Geeks ที่ไม่ใช่มัวแต่ Geeks ไปวันๆ แต่พยายามสรรค์สร้างสิ่งใหม่ๆ ค้นหาสิ่งใหม่ๆ ทำชีวิตให้สนุก ทำในสิ่งที่ชอบ ไม่ได้ฝืนกับมัน ถ้าขาดความรักไป ผมก็คงมีชีวิตตายซากไปวันๆ เพียงเท่านั้น

ยังมีอะไรอยากพูดอีกมาก จะยกยอดไปเขียนต่อภาคสองคราวหน้าแล้วกันครับ

Page 8 of 15« First...678910...Last »