You dumb dumb give me your gum gum.

จั่วหัวมาแปลกๆ วันนี้ คงจะงงล่ะสิ ว่ามันคืออะไร

มันคือประโยคเด็ดที่อยู่ในหนังเรื่อง Night at the museum ที่ผมไปดูกับน้องชาย (แท้ๆ) มาวันนี้ครับ

Night at the museum

พูดถึงการไปดูหนังกับครอบครัวนี่ ไม่เคยทำมาแล้วเป็นชาติ ตั้งแต่พ้นอ้อมอกพ่อแม่ขึ้นเป็นเด็กเกรียน ยิ่งไปดูหนังกับน้องชายนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย (ยกเว้นคราวก่อนที่พาไปวิ่งผลัด 2 x 1 กิโล ที่พันธ์ทิพย์มา)

หนังเรื่องนี้ทำได้ประทับใจมาก ไม่ผิดหวังจริงๆ ที่ไปดูเรื่องนี้มา

หนังที่ทำให้ผมประทับใจได้นี่ จะมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่หนังที่มีความลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน หักมุมตอนจบแบบไม่สามารถคิดถึงมาก่อนได้ หนังสยองขวัญที่ทำให้ผมกลัวมากที่สุดในชีวิต (ปัจจุบันก็ยังหาอยู่ แต่ไม่มีเรื่องไหนสามารถทำได้เลย) และหนังตลก…

หนังตลกที่ทำให้ผมประทับใจได้นี่ ก็คือหนังที่สามารถทำให้คนหัวเราะได้ทั้งโรง มีความสนุกกับมัน ไม่จำเป็นต้องเป็นมุขสั่วๆ หรือตลกคาเฟ่ นั่นคือสิ่งที่ผมต้องการมากที่สุดจากหนังตลก

มีหลายคนที่คิดว่า ทำไมหนังตลกๆ ธรรมดาๆ ต้องไปดูถึงในโรงด้วย ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ประทับใจผมได้เรื่องหนึ่งเลย ลองคิดดูว่า คุณเข้าไปในโรง ใครก็ไม่รู้มานั่งดูด้วยกับคุณ แต่กลับหัวเราะไปพร้อมกับคุณ มีความสุขไปพร้อมกับคุณ หนังที่มีคนดูปรบมือให้กับความสนุกของมันพร้อมกันทั้งโรง หลังจากหนังจบ ทุกคนลุกขึ้นยืน ยิ้มประทับใจกับสิ่งที่ได้เพิ่งดูมา คุยกันอย่างมีความสุข มันคือความประทับใจอย่างหนึ่งที่คุณคงหาไม่ได้จากที่อื่น มันคือสังคมใหญ่ๆ ที่ทุกคนพร้อมเพรียงหาความสุข โดยไม่มีการแก่งแย่งชิงดีกัน ไม่มีใครจะแย่งใครดู

หรือว่าคุณไปดูหนัง คุณชอบหัวเราะอยู่คนเดียวมากกว่าคนหัวเราะพร้อมเรากันทั้งโรง?

จริงมั๊ยครับ

ปล. มันสนุกจริงๆ นะเนี่ยให้ตายเหอะ ถ้าไปดูเอาสนุก ไม่จริงจังกับชีวิตไปดูเถอะครับ

ปอ. หลังจากนี้มีความคิดจะทำโปรเจครวมความรู้ตัวเองที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเป็น Administrator ในสายของ Linux, Unix และก็ PHP Programming ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมถนัดที่สุดสักหน่อย รอชมได้เร็วๆ นี้นะครับ

เซ็งเป็ด

หลังจากไม่ได้อัพ blog มาหลายวัน วันนี้ก็มีเรื่องมาอัพจนได้

เป็นเรื่องที่ผมเซ็งมานานแล้ว สามารถมีได้ทุกที่ ที่ๆ ต้องการสมาธิ หรือที่ต้องการความเงียบ

ยกตัวอย่างเช่น โรงหนัง รถตู้ รถเมล์ เป็นต้น

บางคนอาจจะนึกออกแล้ว นั่นก็คือ “การโทรศัพท์” ครับ

คุณเคยเบื่อมั๊ย เมื่อคุณเข้าไปในสถานที่เหล่านี้แล้ว แล้วต้องพบกับความรำคาญ ความทรมานจนสุดเกินจะทน

วันนี้มีเรื่องเล่าที่ผมทนไม่ไหวจนต้องมาเล่าให้ฟังครับ

วันนี้ผมกลับบ้านด้วยรถตู้ ไปอนุสาวรีย์ชัย เพื่อไปต่อรถเมล์สาย 74

วันนี้ผมเจอเต็มๆ ครับ เริ่มต้นด้วยหน้าแตกด้วยการนั่งรถผิดก่อน (จริงๆ ก็ไม่ได้ผิดหรอก เพียงแต่รถตู้ที่ไปอนุสาวรีย์มันจะไปสุดสายที่หมอชิต แต่อันนี้มันดิ่งยาวไปหมอชิตเลย)

ผมก็เลยยืนรอรถคันต่อไป ระหว่างนั้นก็มีคนเดินมามากมายเพื่อรอรถไปอนุสาวรีย์เช่นเดียวกัน

พอรถมา ผมก็รีบขึ้นก่อนด้วยความเคยชิน ที่ชอบนั่งข้างหน้าต่าง แถวที่ 3 เสมอ (ที่ชอบนั่งข้างหน้าต่างจะได้หลับได้ ไม่ไปพิงคนข้างๆ ไงครับ)

และแล้ว ก่อนที่กรรมจะเกิดขึ้น คนเต็มรถทันที โดยไม่ต้องบอกกล่าวเพราะว่าคนมารอเยอะนานแล้ว หลังจากทำการจ่ายตังค์เรียบร้อย มันก็เริ่มขึ้น

“เฮ้ย ทำไมเมิงไม่โทรมาหากรูเมื่อวานวะ” คำแรกที่ผมพอจะจำความได้ที่ผมได้ยินจากคนข้างๆ

“อยู่หอบ้านเมิงดิ โทรศัพท์มาหาไมได้หรือไงวะ” พอจะเดาได้แล้วว่าไอ้คนที่มันคุยด้วยไม่ยอมโทรมาหาเมื่อวาน

หลังจากนั้นนรกของผมก็เกิดขึ้นครับ ปกติผมขึ้นรถตู้ ผมจะทำอยู่แค่สองอย่างคือ ไม่หลับ ก็ฟังเพลง แต่วันนี้ PDA เจ้ากรรมของผม วันนี้ไม่มีหูฟัง ทำให้ผมไม่สามารถฟังเพลงได้

จากนั้นคงเดาต่อได้ ว่าเกิดอะไรขึ้น ผมต้องทนนั่งฟังไอ้บ้าข้างผมนั่งคุยโทรศัพท์ตั้งแต่ล้อรถยังไม่หมุน จนกระทั่งผมลงรถที่อนุสาวรีย์ชัย

หลายท่านที่ขึ้นรถตู้บ่อยๆ คงจะสามารถแบ่งแยกผู้คนที่โทรศัพท์บนรถตู้เหล่านี้ได้หลายประเภท ซึ่งผมก็แบ่งประเภทไว้หลายแบบ ตั้งแต่ พ่อกรูให้แอมป์มาเป็นกล่องเสียง (ไอ้พวกเสียงดังลั่นรถ) พวกจ๊ะจ๋า (คุยกับแฟน) อยากให้รู้ว่ากรูรวย (พวกคุยธุรกิจ ธุรกรรมทั้งหลาย) ฯลฯ อีกมากมาย

แต่วันนี้ผมได้อีกประเภทครับ มันคือ!!!! กระเทยคุยโทรศัพท์

นี่คือสิ่งที่ผมสามารถสรุปได้จากกลุ่มนี้ครับ เขาจะคุยด้วยน้ำเสียงที่เนิบๆ แต่มีพลัง เป็นน้ำเสียงที่นุ่มนวล แต่ด่าพ่อล่อแม่ได้หมด เป็นเสียงที่เรียบง่าย แต่ได้ยินไปจนถึงคนขับรถ (บังเอิญมันนั่งกลางรถด้วยล่ะนะ)

สรุปแล้วผมก็ได้รู้เรื่องราวของมันทั้งหมด ตั้งแต่มันคุยด่าใครก็ไม่รู้ (น่าจะเป็นพี่น้องมัน) ที่ไม่ยอมลงมากรุงเทพ ด้วยสาเหตุที่บอกตอนแรกว่า อาจารย์สั่งให้ทำแล็ปช่วงปีใหม่ ไอ้กระเทยคนนี้ก็ด่ามันอยู่นั่นแหล่ะ ยังกะง้อให้แฟนมาหา ด่าอาจารย์อีกต่างหาก ไม่รักครอบครัว สั่งงานปีใหม่ มีปัญหาอะไร เอาเบอร์อาจารย์มาให้กรูคุยเองเลย จนกระทั่งช่วงสุดท้าย ไอ้คนที่มันคุยอยู่เลยยอมรับว่า ไม่มีเงิน (ไอ้เจี้ย เสียเวลาคุยร่วม 15 นาที อ้อมไปอ้อมมาอยู่นั่นแหล่ะ) นอกจากนั้นก็รู้รายละเอียดอีกว่ากระเทยคนนี้มันอยู่หอพักแถวตลิ่งชัน (เดี๋ยวดักตีหัวแม่งเลย) มีเมทมันหนึ่งคน บ้านมันอยู่สระบุรี แต่ไม่กลับบ้านปีใหม่ด้วยสาเหตุที่คนเยอะ เคยนั่งรถทัวร์แล้วบอกว่าคนโคตรเยอะ กรูนั่งยืน 2-3 ชั่วโมงกว่าจะถึงกรุงเทพ ขอโทษครับ ผมนั่งฟังมันมาตั้งแต่ก่อนล้อหมุนออกรถ มันมาวางตอนอยู่บนทางด่วนใกล้จะลงที่อนุสาวรีย์แล้วถึงจะวางหู

แต่ไม่…. ไม่ๆ มันไม่จบแค่นั้น กรูนึกว่าจะจบแล้ว มันหยิบมือถือขึ้นมาอีกครับ มันโทรอีก

“เฮ้ย เมิงกินอะไรหรือยัง กรูยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้า กรูจะแวะกินเตี๋ยวเรือที่อนุสาวรีย์ก่อนนะเว่ย” หลังจากนั้นมันก็คุยต่อ จนผมจับใจความได้ว่า มันคุยกับเมทมันอยู่ “เมิงจะมาป่าววะ ไอ้เหี้ย ไม่ต้องเล่นตัว จะมากินก็บอกมา ไม่อยากมาก็บอกไม่มา” สุดท้ายหลังจากจบประโยคนี้ก็วางหูครับ และกำลังจะลงทางด่วนที่อนุสาวรีย์ชัย ผมก็คิดว่านรกของผมคงน่าจะจบแล้ว

ไม่ๆ ไอ้เหี้ย เมิงยกโทรศัพท์ขึ้นมาโทรอีกแล้วเหรอวะ ต่อไปแม่งจะโทรไปด่าใครอีกวะเนี่ย

“สวัสดีจ๊ะ เนี่ยเดี๋ยวจะไปกินเตี๋ยวเรือที่อนุสาวรีย์กับ… (จำชื่อไม่ได้) จะมากินด้วยหรือเปล่าจ๊ะ จะถึงแล้วจ้ะ” นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ผมได้ยินจากปากของมัน (ในใจคิด แม่งคุยกับผู้ชาย เสียงเหี้ยฉิบหาย เวลาคุยกับผู้หญิงเสียงจ๊ะจ๋าเชียว กระเทยเป็นอย่างนี้หมดเหรอวะ) ก่อนที่ผมจะลงจากรถ เพื่อสู่โลกอันกว้างใหญ่ โลกที่กรูไม่ต้องไปยุ่งกับเรื่องส่วนตัวคนอื่นอีก

สรุปแล้ว หลังจากวันนี้ทำให้ผมคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ที่ผมอยากทำขึ้นมาอีกอย่าง นั่นก็คือ “เครื่องดูดคลื่นมือถือ” กรูจะทำแม่งให้เป็นกฎหมายเอาไปวางไว้ตามที่ๆ ไม่ต้องการโทรศัพท์ เอาไปติดตามโรงหนัง รถตู้ รถเมล์ ดูดคลื่นโทรศัพท์แม่งให้หมด ไอ้แสดดดดดดดดดดดดด

ปล. รู้สึกว่ายิ่งเขียน ภาษามันจะยิ่งหยาบขึ้นเรื่อยๆ แฮะ สงสัยมีอารมณ์จริงๆ

ปอ. เขียนมาวันนี้ เพื่อไว้อาลัยให้กับตัวเองด้วยครับ

ปฮ. ช่วงนี้งานยุ่งมาก จนถึงยุ่งมากที่สุด ออนเอ็ม ไม่ค่อยได้คุยกับใคร คุยก็ทิ้งๆ ขว้างๆ ไงๆ ก็ขออภัยด้วยนะครับ

Azumanga Daioh! Volleyball

วันก่อนติดเกมส์ๆ นึงเกี่ยวกับวอลเลย์บอลไว้ ก็เลยมาตามสัญญาและ เกมส์นี้เป็นเกมส์โดจิน (เกมส์ที่เลียนแบบตัวละครจากการ์ตูน) เอามาตบกัน อย่าคิดไปไหนล่ะ ตบนี่คือตบลูกวอลเลย์นะ

Azumanga Daioh! Volleyball

ก็มาเล่าเกี่ยวกับเกมส์นี้ให้ฟังแล้วกัน เป็นอีกเกมส์ๆ นึง ที่เป็นเพียงแค่เกมส์เล็กๆ แต่ก็สร้างความหลังให้กับผมได้ แถมรับรองตอนแรกอาจจะยังเล่นไม่ค่อยเก่ง แต่หลังจากลองหัดเล่นจนเป็นแล้ว รับรองว่าสนุกแน่ๆ ยิ่งชวนเพื่อนมาเล่น รับรองว่าอยู่ถ้าหอ ห้องข้างๆ คงต้องมาบอกให้เงียบๆ แน่ๆ

ระบบการเล่นไม่มีอะไรยากมาก กดลูกศรขึ้นเป็นการกระโดด กดลูกศรซ้ายขวาก็เดินซ้ายขวา กด space bar ถ้ายืนอยู่บนพื้นจะเป็นการเดาะลูกขึ้น ถ้ากระโดดอยู่จะเป็นการตบ นอกจากนั้นก็ต้องใช้ปุ่มทิศทางช่วยตอนตบ เช่น ถ้ากดขึ้นแล้วกดตบไปด้วย มันก็จะกลายเป็นลูกหยอด เป็นต้น

แน่นอนว่าถ้ามีแค่นี้ก็คงไม่สนุกแน่ๆ สิ่งที่เข้ามาช่วยทำให้สนุกขึ้นก็คือ ท่าพิเศษ โดยถ้ากระโดดตบ ให้กดลูกศรลง พร้อมกับกดตบ จะเป็นการใช้ท่าพิเศษ ตบแรงขึ้น แน่นอนว่าคุณใช้ท่าพิเศษตลอดเวลาไม่ได้แน่ๆ ก่อนจะใช้ได้ ก็ต้องทำการสะสมพลังซะก่อน สะสมพลังก็ทำง่ายๆ ก็คือ แค่ให้คุณเดาะลูก หรือตบลูก เกจพลังก็จะขึ้นมานิดหน่อย ถ้าขึ้นมาจนเต็มก็จะใช้ท่าพิเศษได้ 1 ครั้ง

เทคนิคการเล่นเกมส์นี้ ไม่มีอะไรมาก เหมือนวอลเลย์บอลจริงๆ นั่นแหล่ะ ถ้าฝ่ายตรงข้ามจะตบลูก คุณก็ต้องกระโดดขึ้นมาบล็อกลูกให้ได้ เวลากระโดดจะตบหน้าเน็ต ถ้ามีคนขึ้นมาบล็อกก็อาจจะหลบการบล็อกด้วยการหยอดลูกแทน แต่มีกติกาอย่างนึงที่ไม่เหมือนจริงเท่าไหร่ก็คือ ไม่มีลูกออก ถ้าคุณตบลูกจนเลยเส้นไป ยังไงก็ไม่ออก ถือว่าได้คะแนน

มาพูดถึงคะแนน การให้คะแนนแพ้ชนะก็คือ ใครชนะ 2 ใน 3 เซ็ตก่อนเป็นผู้ชนะ จะได้ 1 เซ็ตต้องได้คะแนน 100 แต้ม แต้มจะได้จากการที่ลูกลงพื้นที่ฝ่ายตรงข้าม แต่จำนวนแต้มที่ได้นี่สิ จะ random ออกมาตามกรรมการที่ตัดสินอยู่ข้างสนาม จะมีทั้งหมด 4 คน โดยคะแนนจะขึ้นอยู่กับว่า กรรมการคนนั้นชอบตัวละครในทีมเราแค่ไหน ถ้าชอบมากบางทีอาจจะได้ถึง 15 แต้มต่อต่อการชนะ 1 ครั้งเลยก็ได้ แต่ถ้าซวยๆ หน่อยอาจจะได้แค่ 7-8 แต้มก็ได้ เอาชนะสะสมไปจนถึง 100 แต้มให้ได้ ก็จะได้ 1 เซ็ต

Azumanga Daioh! Volleyball

คราวนี้มาพูดถึงตัวละคร มีให้เลือกทั้งหมด 7 ตัวละครหลัก ตัวละครพิเศษอีก 1 (ต้องเล่นคนเดียวจนจบก่อนถึงจะมีขึ้นมา) ตัวละครแต่ละตัวจะมีท่าตบที่ไม่เหมือนกัน ความสูงของการตบ รวมถึงท่าพิเศษ และท่าการเสิร์ฟลูกที่ไม่เหมือนกัน บางคนตบเร็ว บางคนตบสูงรับยาก บางคนตบเฉียดเน็ต เป็นต้น

โหมดการเล่นมีทั้งหมดหลายโหมดมาก ตั้งแต่เล่น 1 คนกับคน โดยทีมนึงจะมี 2 คน เราจะสามารถเลือกตัวละครควบคุมได้ทีละคน อีกตัวนึงคอมจะควบคุมให้ แต่เราสามารถเปลี่ยนตัวละคที่ควบคุมอยู่เป็นอีกตัวหนึ่งได้เหมือนกัน โดยทำการกดปุ่ม Z และนี่ก็เป็นอีกเทคนิคหนึ่งเช่นกัน ที่คุณจะต้องทำการเข้าใจถึงตัวละครคอมพิวเตอร์ที่คุณเล่นอยู่ให้ได้ แล้วชัยชนะก็คงแค่เอื้อมมือ

โหมดที่เหลือก็จะเป็นการเล่น 2 คนทั้งการเล่นแบบอยู่คนละทีมกัน หรืออยู่ทีมเดียวกัน และก็มีการเล่นทั้ง 3 คนและ 4 คน ซึ่งการควบคุมก็คงต้องไปหาจอยมาเล่น ถึงจะได้อรรถรสแบบสุดๆ เพราะเวอร์ชั่นแรกๆ ของเกมส์นี้จะปรับปุ่มไม่ได้ ต้องเวอร์ชั่น 1.06 ขึ้นไปจึงจะปรับเปลี่ยนปุ่มการเล่นได้ ซึ่งก็เปลี่ยนไม่เป็นอีกนั่นแหล่ะ เพราะอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก – -“

Azumanga Daioh! Volleyball

สุดท้ายคือ ท่าลับพิเศษสุดๆ ท่าตบ W จะเป็นท่าตบที่รุนแรงที่สุดในเกมส์ โดยจะไม่มีทางที่จะกระโดดบล็อกลูกนี้ได้เลย วิธีการตบก็คือคุณจะต้องกระโดดทำการตบลูกพร้อมกันสองคนให้ได้ ซึ่งตัวละครอีกคนเป็นคอมก็จะทำได้ง่ายกว่าเล่นกัน 2 คน (หรืออาจจะง่ายกว่าก็ได้นะ ถ้าใจคุณตรงกัน อิอิ)

สุดท้ายและ ใครเล่นจนแน่จริงแล้ว มาเจอกันได้นะคร้าบ มั่นใจว่ายังไม่เคยแพ้ใครเลย อิอิ

ปล. link ตรงสำหรับดาวน์โหลด http://ds1.gamesgone.com/special/azubeach.zip (เวอร์ชั่น 1.04 ขนาดไฟล์ 21 เมก) ถ้าคุณต้องการเวอร์ชั่น 1.06 ที่มีการปรับปรุงเรื่องฉากหลัง ท่าบางท่า แล้วก็สามารถปรับปุ่มควบคุมได้โหลดอัพเดตได้ที่นี่นะครับ http://egs.cug.net/circle/beach106.lzh (ขนาดไฟล์ 10 เมก และต้องใช้ winrar ในการแตกไฟล์)

กรณีถ้าโหลดตัวเกมส์ไม่ได้ ลองไปดูที่หน้านี้ดูนะครับ http://www.gamesgone.com มีอีกเกมส์นึงที่สนุก แต่ลิงก์ตายไปแล้วเหมือนกัน นั่นคือ Azumanga Diaoh Snowball Challenge ไว้หาตัวเกมส์มาได้ แล้วจะมา review ให้ฟัง

แฮ็คกลิ้ง

วันนี้ก็มาบ่นอีกล่ะ มาบ่นเรื่องงานของตัวเองที่ต้องทำส่งในการแข่งขัน NSC หรือ Network Security Contest 2006 ที่ทางบริษัท TCS เป็นคนจัดขึ้น มีสถาบันส่งคนเข้าร่วมแข่งขันมากมายเต็มไปหมด (เพิ่งรู้ว่ามีสถาบันอะไรบ้างไม่นานนี้) ทั้งม.เอกชน ม.รัฐบาลดังๆ (ที่กำลังจะออกนอกระบบ) แต่จะมาบ่นเรื่องของตัวงานแข่งขัน หรือบ่นเรื่องรายงานที่ต้องส่งว่ามันทำไม่ทัน (แต่ยังอุตส่าห์มาบ้าเขียน blog ก่อน) มันก็กระไรอยู่ แต่จะมาบ่นถึงสิ่งที่ทำๆ ไปแล้วดันก็ปิ๊งขึ้นมาเรื่อยๆ ในขณะที่ทำไปอยู่

ก่อนหน้าจะบ่น ก็จะอธิบายเผื่อคนไม่รู้ว่าผมกำลังทำรายงานอะไรอยู่ รายงานที่ผมทำอยู่มันก็คือรายงานเกี่ยวกับเรื่องการรักษาความปลอดภัยบนระบบเครือข่าย โดยอธิบายได้ง่ายๆ ว่า จะทำยังไงไม่ให้โดน hack ได้นั่นแหล่ะฟะ

และข้างล่างนี้คือสิ่งที่ผมคิดขณะทำรายงาน

(ทำไมตรูต้องมานั่งทำรายงานนี้ด้วยฟะ ทำๆ ไปมีแต่จะรู้วิธีการทำลายมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็มานั่งคิดวิธีการป้องกันๆๆๆๆๆ แล้วก็คิดเรื่องวิธีการทำลายได้ใหม่ๆ มาอีก แล้วก็ต้องมานั่งป้องกันอีก)

(ไอ้คนคิดทฤษฎีการรักษาความปลอดภัยมันก็เหลือกินจริงๆ คิดมาได้ยังไง ขั้นตอนแรกต้องทำอย่างนี้ๆๆๆ นะ แล้วตอนต่อไปก็ต้องทำอย่างนี้ แล้วสุดท้ายเดี๋ยวคุณก็จะได้ระบบที่มีความปลอดภัยเอง ให้ตายเถอะโรบิน มันคิดขึ้นมาได้ไงฟะ รู้ได้ไงว่าต้องทำอย่างนี้ แถมพอคิดแล้วมีคนปฏิบัติตามทั้งโลกอีกต่างหาก)

(อ่อ สงสัยมันคงเคยโดน hack มาแล้วนี่เอง มันก็เลยคิดออก)

พออ่านทฤษฎีจนถึงช่วงสุดท้าย

(คุณจะต้องทำใจยอมรับบางส่วนที่ไม่สามารถรักษาความปลอดภัยได้ด้วย เพราะไม่มีทางที่ระบบความปลอดภัยจะสมบูรณ์แบบ)

(แล้วตรูจะทำไปทำไมวะเนี่ย สุดท้ายมันก็ยังเจาะได้อยู่ดีแหล่ะวะ ต่อให้มันน้อยลงก็เหอะ หรือเจาะยากขึ้นก็เหอะ)

(แล้วทำไมต้องเสียเวลา มานั่งคิดวิธีเจาะ วิธีป้องกันด้วยฟะ ถ้าพวกเมิงไม่ทำกัน มันก็ไม่ต้องเสียเวลามานั่งคิดนั่งทำกันแล้ว เอาเวลาไปเล่น Wii ดีกว่า)

จบ…

ว่าด้วยเนกิมะ

วันนี้เผา blog เขียนเล่นเอาแล้วกัน มาว่ากันด้วยสาระเรื่องของการ์ตูนที่เพิ่งอ่านมาเมื่อวานนามว่า “เนกิมะ”

Negima

บางคนที่ลองอ่าน หรือมองเพียงผ่านๆ แล้ว อาจจะมองไม่เห็นถึงสาระที่ซ่อนอยู่ในนั้น เห็นเพียงแค่ความรู้สึกอยากเป็นบ.ก.ของหนังสือการ์ตูนในประเทศไทย จะได้เห็นถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในคำว่า “คว้าง” “พรึ่บ” “ผ่าง” ทั้งหลาย (จริงๆ แล้วก็อยากเป็นด้วยสาเหตุนั้นจริงๆ นะ)

เล่มที่ 14 นี้ก็มีเรื่องราวของวัยรุ่นที่ยังมีฮอร์โมนเพศอยู่เต็มเปี่ยม (ตัวเองแก่แล้วใช่มั๊ยเนี่ย) ว่ากันด้วยเรื่องของรักสามเส้าที่ตามละครช่อง 7 คงต้องบอกว่าน้ำเน่าสุดๆ ก็คือ มีผู้หญิงสองคนที่เป็นเพื่อนสนิทกัน และผู้หญิงคนหนึ่งก็ไปหลงชอบผู้ชายคนนึง ในขณะที่ผู้หญิงอีกคนที่เป็นเพื่อนสนิทก็คอยเชียร์อยู่ แต่แล้วผู้หญิงคนนั้นก็กลับตกหลุมรักผู้ชายคนเดียวกันซะเอง

ถ้าดูกันเนื้อหาปกติ ก็คงจะหาสาระอะไรไม่ได้ แต่สิ่งที่บังเอิญคิดขึ้นมาได้เมื่อวาน นั่นก็คือ คุณจะจัดการกับสิ่งเหล่านี้ยังไงในโลกแห่งความเป็นจริง?

เพื่อนสนิท กับความรัก ถ้าบอกตามเพลงวัยรุ่นก็คงต้องบอกว่า “ปล่อยไปตามหัวใจ”

ไม่ๆ เราจะไม่พูดถึงว่า คุณจะเลือกอะไรระหว่างเพื่อนสนิท กับความรัก

แต่ผมจะพูดถึงว่า ถ้าเรากลับกันเป็นสถานการณ์ในโลกของความเป็นจริง ระหว่าง “ความก้าวหน้า” กับ “ความซื่อตรง”

คุณจะเลือกอะไรระหว่าง ความก้าวหน้าทางอนาคตของคุณ ที่คุณอาจจะไม่สามารถหาได้อีกแล้วในชีวิตของคุณ แต่ต้องแลกกับสิ่งที่ทำให้คุณไม่สบายใจไปตลอดชีวิต

คุณอาจจำเป็นจะต้องหักหลังเพื่อนคุณ เพื่อให้คุณได้พบกับสิ่งที่ดีๆ ในชีวิต

ตัวเลือกเหล่านี้ ผมมั่นใจว่าทุกคนจะต้องได้พบในอนาคต ในสถานการณ์ที่พร้อมจะบีบบังคับคุณทุกอย่างให้เลือกในสิ่งที่คุณคิดว่ามันคงไม่ถูกต้องอย่างแน่นอน

ผมจะไม่พูดว่า ให้คุณทางไหน ให้คุณคิดแบบไหน

แต่ผมจะถามว่า ในระหว่างที่คุณกำลังมีความสุขกับชีวิตอยู่ในขณะนี้ คุณพร้อมสำหรับอนาคตที่ต้องจะเผชิญแล้วหรือยัง

ปล. วันนี้ออกแนวเครียดจัดแฮะ แต่ตอนพิมพ์เรื่องนี้ ไม่ได้เครียดอยู่นะ ปอ. จริงๆ แล้ว ที่เขียน blog วันนี้ เพียงแค่อยากจะเตือนใจตัวเองที่เหลืออีก 1 ปีกว่าๆ นิดๆ ที่ดูเหมือนจะยาว แต่จริงๆ แล้วก็สั้นเหลือเกิน ให้พร้อมกับอนาคตเท่านั้นแหล่ะ

Page 14 of 15« First...1112131415