วันผจญภัยของผมหนึ่งวัน

วันนี้ไม่มีอะไรมาก นอกจากจะมาบ่นวันผจญภัยๆ ของผมหนึ่งวันให้ฟังครับ

เริ่มด้วยวันนี้ตื่นเช้ามา ต้องไปทำงานให้ลูกค้าที่ซอยลาดพร้าว 84

การเดินทางก็
มอไซค์รับจ้าง -> รถไฟฟ้าใต้ดินไปสถานีลาดพร้าว -> แท๊กซี่ไปต่อที่หน้าปากซอยลาดพร้าว 84 (+ หลงทางอีกเป็นครึ่งชั่วโมง) -> มอไซค์รับจ้างเข้าหมู่บ้าน

ทำงานอยู่ที่บ้านลูกค้าสามชั่วโมงได้ ก็ต้องไปทำงานต่อที่กรมขนส่งทางบก

การเดินทางก็
มอไซค์รับจ้างออกมาหน้าปากซอยลาดพร้าว 84 -> รถเมล์ต่อไปที่จตุจักร (เพราะขึ้นผิดคัน ไปไม่ถึงกรมฯ) -> เดินเท้าต่อไปยังกรมขนส่งทางบก

ทำงานต่อที่กรมขนส่งทางบกอยู่ราวๆ สามชั่วโมงได้ ก็รู้ตัวว่า ลืมบัตรประชาชนไว้ที่บ้านลูกค้าที่ลาดพร้าว ก็เลยต้องกลับไปเอา

การเดินทางก็
นั่งรถเมล์กลับไปยังปากซอยลาดพร้าว 84 ใช้เวลาร่วมชั่วโมงครึ่งเพราะรถติด (ขามาใช้เวลาครึ่งชั่วโมง) -> นั่งรถมอไซค์รับจ้างไปบ้านลูกค้าเอาบัตรประชาชน แล้วก็นั่งกลับมาที่หน้าปากซอยลาดพร้าวต่อทันที

หลังจากนั้นก็ต้องกลับหอที่ลาดกระบัง

การเดินทางก็
นั่งรถเมล์ไปเดอะมอลล์บางกะปิอีกร่วมชั่วโมงเพราะรถติดเช่นกัน -> เดินไปที่รถตู้ -> นั่งรถตู้อีกร่วมชั่วโมงไปยังลาดกระบัง -> สุดท้ายก็ปั่นจักรยานเข้าหอ

ตอนเช้าออกจากบ้านตอนเก้าโมง ถึงหอก็สามทุ่มพอดีครับ

ชีวิตคือการผจญภัยจริงๆ เหนื่อยก็เหนื่อยนะ แต่ก็สนุกไปอีกแบบครับ เหมือนไปปีนเขา ผจญโลกดี หุหุหุ

แล้วคุณล่ะ เคยคิดว่าชีวิตที่ดำเนินอยู่อย่างนี้คือความสนุกของชีวิตแล้วหรือยังครับ

ดร.Geeks

วันนี้ไปอ่านเว็บตอบสัมภาษณ์ ดร.ธวัชชัย แห่ง GotoKnow ที่ Blognone มา (เว็บ Blognone จะชอบสัมภาษณ์บุคคลที่มีชื่อเสียงในโลกไอที โดยจะให้ผู้ที่เข้ามาอ่านเว็บคิดคำสัมภาษณ์ แล้วรวบรวมให้ผู้ถูกสัมภาษณ์มาตอบทีเดียว) อ่านแล้วคำถามแรกที่เกิดขึ้นมาเลย เขาเป็นใคร ตรูไม่รู้จัก หลังจากเริ่มอ่านคำตอบสัมภาษณ์ไปเรื่อยๆ ก็พอรู้ได้ว่า เขาเป็นผู้ดูแลเว็บที่น่าจะดังมากอยู่หลายเว็บ น่าจะมีเว็บเกี่ยวกับ KM อยู่ด้วย พัฒนาเว็บขึ้นมาเองโดยใช้ Ruby on Rails (RoR) เป็น Programmer เป็นอาจารย์ระดับดร. อยู่ที่ม.สงขลา และเป็น Geek!!!

Geek ถ้าใครยังไม่รู้จักคำนี้จะอธิบายกันง่ายๆ ตามคำแปลของดิคชันนารีว่า “บุคคลที่มีความเก่งกาจ แต่ขาดความสามารถในการเข้าสังคม” แต่ก็มีอีกคำที่ใช้ในความหมายคล้ายๆ กันคือคำว่า Nerd แต่ปัจจุบันความหมายของคำว่า Geek กับ Nerd เริ่มเปลี่ยนไปในแง่บวกเป็น “ผู้ที่มีความสามารถเก่งกาจทางด้านคอมพิวเตอร์ หรือเทคโนโลยี”

แต่ประเด็นเราจะไม่ได้คุยกันเรื่องความหมายของ Geek หรือ Nerd หรอก แต่เราจะพูดถึงเรื่องที่ผมจะไม่ค่อยได้เห็นอาจารย์ในระดับดร.ที่เป็น Geek และความมีความคิดเห็นที่น่าสนใจที่ตรงกับผมหลายอย่างต่างหาก

ความคิดหนึ่งที่ชอบมากคือเรื่อง KM ปัจจุบันเราจะเห็นองค์กรหลายที่ประกาศล้วนแต่จะบอกว่า องค์กรกรูมี KM แล้วนะ มีการทำ KM แล้ว แต่อาจารย์ท่านบอกว่า เรากำลังจะตกอยู่ในหลุมดำของ KM หรือเปล่า ที่มีขึ้นมาก็เพื่อความโก้หรู มีขึ้นมาแต่ก็ทำกันอยู่แค่ไม่กี่คน แล้วก็บอกคนอื่นไปทั่ว ว่าเรามีการจัดการองค์ความรู้แล้วนะ องค์กรเราจะพัฒนาแล้ว ทั้งๆ ที่ขาดสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ Participation หรือการมีส่วนร่วมของคนทุกคน สุดท้ายก็ลืมจุดประสงค์หลักของ KM ไป นั่นก็คือ “การแลกเปลี่ยนความรู้”

แต่แนวความคิด KM ก็ยังมีอุปสรรคอีกอย่างในเรื่องของ Participation นั่นก็คือ เรื่องของความร่วมมือ ต่อให้เราเปิดในเรื่องการมีส่วนร่วมให้ดีแค่ไหน ถ้าคนมันจะไม่สนใจอ่ะนะ มันก็ไม่มีประโยชน์ ความคิดมันก็มีหลายแบบตั้งแต่ ทำไปก็ไม่เห็นตัวเองจะได้อะไรเพิ่มขึ้น ไม่เห็นจะได้ “เงิน” เพิ่มขึ้น มีแต่เหนื่อย ขี้เกียจ หรือความคิดอีกแบบคือ เวลามีคนเก่งๆ เข้ามา เราก็จะคิดว่า “เราจะไปมีความคิดอะไรสู้เขาได้หรือ” ก็เลยอยู่เฉยๆ ไปเลย แล้วก็คิดไปเองว่า เดี๋ยวปล่อยให้พวกเก่งๆ จัดการก็พอแล้ว ไม่ต้องมีเราหรอก ทั้งๆ ที่แต่ละคนมีความสามารถไม่เหมือนกันอยู่แล้ว และถ้าเอาความสามารถของแต่ละคนมารวมกัน ก็ย่อมดังคำที่ว่า “คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย” และความคิดสุดท้ายที่ทำให้ KM ไม่ประสบความสำเร็จคือ “ตรูไม่สนใจ”

พูดถึงเรื่องความสนใจ ก็ไปเข้าเรื่องสัมภาษณ์อีกเรื่องหนึ่งของอาจารย์ธวัชชัยก็คือ นักศึกษาสายคอมพิวเตอร์สมัยนี้แย่ไหม ซึ่งตัวผมเห็นด้วยและประสบกับความจริงเลยที่ว่า นักศึกษาสายคอมพิวเตอร์กว่า 90% ไม่ชอบคอมฯ ไม่สนใจคอมฯ ซึ่งทำให้คุณภาพ “การศึกษา”ของนักศึกษาแย่มาก แต่คุณภาพในฐานะที่เป็น “นักศึกษา” เขาไม่ได้แย่ตาม สาเหตุเป็นเพราะเขาทำสิ่งที่เขาไม่ได้สนใจ หรือชอบกับมัน

สาเหตุที่เป็นอย่างนี้ก็คงอย่างที่อาจารย์ธวัชชัยตอบเช่นกัน คือ นักศึกษาไม่ค้นพบว่าตัวเองชอบอะไร และตลกกับคำพูดท้ายของอาจารย์ที่ว่า “คนที่ได้เรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบ ถือได้ว่าเป็นคนที่มีบุญจริงๆ สำหรับในประเทศนี้”

คำพูดที่ผมชอบมากอีกคำ

“Geeks ก็มีหัวใจนะครับ ความรักกับ Geeks เป็นของคู่กันครับ”

ปัจจุบันก็คงจะยอมรับตัวเองว่าเป็น Geeks แล้ว (จริงๆ เป็นมาเป็นชาติ คงตั้งแต่เริ่มจับคอมฯ แล้วแหล่ะ) การมีความรักนี่แหล่ะ ที่มันสรรค์สร้างให้ตัวผมเป็น Geeks ที่ไม่ใช่มัวแต่ Geeks ไปวันๆ แต่พยายามสรรค์สร้างสิ่งใหม่ๆ ค้นหาสิ่งใหม่ๆ ทำชีวิตให้สนุก ทำในสิ่งที่ชอบ ไม่ได้ฝืนกับมัน ถ้าขาดความรักไป ผมก็คงมีชีวิตตายซากไปวันๆ เพียงเท่านั้น

ยังมีอะไรอยากพูดอีกมาก จะยกยอดไปเขียนต่อภาคสองคราวหน้าแล้วกันครับ

ความสุขของชีวิต

“วันนี้มานั่งใคร่ครวญตัวเองอีกแล้วครับทั่น ว่าความสุขของชีวิตคืออะไร

ชีวิตประจำวันผมตอนนี้ก็มีเพียงแค่ ตื่นเช้ามาที่คณะ ถ้าหิวข้าวก็กินสักหน่อย ถ้าไม่ก็กลับหออาบน้ำ ใช้เวลาส่วนตัวกับคอมส่วนตัวสักหน่อย เสร็จแล้วก็กลับมาคณะนั่งทำงานต่อ ตอนเย็นก็ไปวิ่ง กินข้าว อาบน้ำ เสร็จแล้วก็กลับมาคณะทำงานต่อจนดึก แล้วก็หลับ”

สองย่อหน้าข้างบนที่ผมเขียนมันคือสิ่งที่ผมเขียนค้างไว้ตั้งแต่ปีมะโว้ สักสองเดือนก่อนได้ และก็ไม่ได้เขียนต่ออีก เพราะไม่รู้ว่าคำตอบของมันคืออะไร แต่วันนี้หลังจากที่ได้ฟังธรรมะ ฉบับเดลิเวอร์รี่ส่งตรงถึงที่ฝึกงานผม โดยพระมหาสมปอง และพระอีกรูปหนึ่ง (ขออภัยด้วยครับที่จำนามของท่านไม่ได้) ก็ได้รับรู้กับสิ่งที่ต้องการสักที

กับชีวิตที่ดำเนินไปเรื่อยๆ ซ้ำๆ ซากๆ จำเจ มีหลายๆ คนถามผมว่าไม่เบื่อหรือ มีหลายคนที่ต้องการออกไปสู่โลกกว้าง ต้องการอะไรที่ไม่ซ้ำซากจำเจ ชีวิตต้องมีสาระ ท้าทาย ซึ่งผมสามารถตอบเค้าได้ว่า “ผมไม่เบื่อครับ” แต่ผมกลับไม่สามารถตอบได้ว่า “ทำไมถึงไม่เบื่อ”

แต่วันนี้หลังจากฟังธรรมะมาผมก็สามารถตอบได้แล้วว่า ทุกๆ อย่างมันมีคุณค่าในตัวของมันเอง ไม่ว่าเราจะทำงานซ้ำซาก จำเจ น่าเบื่อแค่ไหน หรือเราจะดำเนินชีวิตกันอย่างโลดโผน ต้องหาอะไรใหม่ๆ ท้าทาย แต่ถ้าเราคิดจะทำมันอย่างมีความสุขแล้ว มันก็จะไม่มีทางที่จะเบื่อ และสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุขและไม่ติดขัดกับมันครับ

เล่าถึงที่ฝึกงานให้ฟังสักหน่อย ผมคิดว่าที่ผมได้มาฝึกงานที่ INET นี่ได้อะไรหลายๆ อย่างมากๆ จากที่ตอนแรกคิดจะแค่ว่าจะเพียงแค่มาดูระบบงานของที่นี่สักนิดหน่อย มาดูชีวิตประจำวัน ดูสังคมของพนักงานบริษัทใหญ่ๆ และคงจะไม่ค่อยได้ทำอะไรมากหรอก แต่ทุกอย่างมันกลับตรงข้ามกับที่ผมคิด ด้วยพี่ๆ ที่ใจดีมากๆ เป็นกันเอง ใส่ใจคนรอบข้าง (ซึ่งตรงข้ามกับที่ผมอิมเมจไว้กับสังคมบริษัท โดยเฉพาะบริษัทใหญ่ๆ) ทุกคนทำงานกันจริงจังเวลาทำงาน และพูดคุยกันเวลาว่างๆ อย่างเฮฮา (สุดๆ) นอกจากนี้ที่ประทับใจที่สุดคงเป็นพี่อ้อฝ่าย HR (ย่อมาจาก Human Resource หรือฝ่ายบุคคล เผื่อใครไม่รู้จัก) ที่มาแนะนำ และแนะแนวทางการสมัครงานตั้งแต่การเขียน Resume จนถึงการเข้าสัมภาษณ์ รวมถึงการแนะแนววิธีการดำเนินชีวิตอย่างเป็นกันเอง และไม่มีปิดบัง หมกเม็ดแม้แต่นิดเดียว (ชีวิตพี่อ้อเค้าโชกโชนมากครับ :P) นอกจากนี้ผมเข้ามาฝึกงานที่บริษัทนี้เพียงแค่ไม่ถึง 2 เดือน (ทำงาน 2 อาทิตย์ หยุด 2 อาทิตย์ และมาทำงานต่ออีก 2 อาทิตย์ ทำๆ หยุดๆ อีกต่างหาก – -” ถ้าเป็นฝึกงานจริงๆ จังๆ คงโดนไล่ออกเรียบร้อยโรงเรียนจีนไปแล้วล่ะ) ก็ได้ร่วมกิจกรรมภายในบริษัทไปซะ 2 งานแล้ว ก็คือ วันสงกรานต์ (นั่งเป่าลูกโป่ง) และก็ธรรมะเดลิเวอร์รี่ (ผมมาฟังสายอีกต่างหาก) นี่แหล่ะครับ

ซึ่งหลังจากจบการฝึกงานนี้แล้วก็เข้าใจที่เค้าบอกว่า “ต่อให้เงินเดือนสูงแค่ไหน ผมก็คงไม่ทำกับบริษัทนั้น ถ้าสภาพสังคมการทำงาน ชีวิต และเพื่อนฝูงไม่ดี และไม่มีความสุข” ทำงานได้เงินเดือนนิดๆ หน่อยๆ แต่ทำแล้วมีความสุขดีที่สุดครับ 😀

ปล. วันนี้วงเล็บเยอะจังวุ้ย ปอ. วันนี้ผมมีความสุขเพิ่มขึ้นกับงานที่ทำแล้วล่ะครับ หาเหตุผลได้แล้ว ปฮ. “เธอช่วยชีวิตของฉันเอาไว้ เธอทำให้รู้ควรมีชีวิตอยู่เพื่อใคร คนที่เคยหมดไฟ ได้กลับฟื้นได้ยืนอีกครั้งก็เพราะรักเธอ” ไม่มีอะไรครับ แค่เพลงที่กำลังฟังอยู่เฉยๆ อิอิ

ทางเดิน

วันนี้ไม่รู้เป็นไรอีกล่ะ อาบน้ำในห้องน้ำอยู่ดีๆ ก็คิดอะไรขึ้นมาได้อีกอย่าง

เป็นเรื่องของการเลือกทางเดินของตนเอง ที่หลายคนต้องคิดว่าเราจะไปทางใด แน่นอนครับ เราก็คงต้องทำการปรึกษากับคนรอบข้าง มีการเก็บข้อมูลอะไรมากมาย เพื่อทำการเลือกทางเดินนั้นๆ และก็จะมีบทของเหตุและผลมากมายขึ้นมาในหัวของเรา

“ไปทางนี้ก็ดีนะ มันใช่เราดี แต่อนาคตจะเป็นยังไงล่ะเนี่ย” “ไปทางนั้นก็ไม่รู้ว่าเราจะชอบหรือเปล่า แต่ดูท่าอนาคตน่าจะดูดีแฮะ”

แน่นอนครับ มันจะต้องมีอยู่สองสามเหตุผลที่ตีกันอยู่ในหัวคุณ โดยเฉพาะทางเดินที่ไม่สามารถชั่งน้ำหนักได้ว่าทางไหนดีสุด (เหมือนกับข้อสอบการวิเคราะห์การลงทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศวันนี้ ที่กล่าวว่า การลงทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศจะไม่เห็นผลทันที และไม่สามารถประเมินผลที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ)

เพราะฉะนั้น วันนี้ผมก็เลยไปนั่งตอบโจทย์ของตัวเองซะเลย ว่าตัวผมควรจะตัดสินใจกับเหตุการณ์เหล่านี้อย่างไร ข้อสรุปง่ายๆ มีแค่ประโยคข้างล่างนี้แหล่ะครับ

“อยากจะรู้ว่าทางเดินที่เราเลือกนั้นถูกหรือไม่ ให้ดูว่าเราเสียใจกับสิ่งที่เป็นปัจจุบันหรือเปล่า ถ้าไม่ นั่นแหล่ะ คุณเลือกเดินมาถูกทางแล้ว”

ปล. นี่เป็นความคิดเห็นของผมในปัจจุบันขณะที่เขียน blog นี้เท่านั้น ความคิดอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อมีคำว่าประสบการณ์วิ่งเข้ามาหาตัวของคุณ กรุณาใช้วิจารณญาณของท่านก่อนจะเชื่อ ปอ. ไปวิ่งอีกแล้วครับ เจ็บอีกแล้วครับ น่าเบื่อมากๆ เมื่อไหร่ตรูจะหายฟะ อยากวิ่งเว้ยยยยยยยย

เซ็งเป็ดอันแรก แต่จะต่อภาค 2

วันนี้เอาอีกแล้วครับท่าน หลังจากที่บ่นเซ็งเป็ดครั้งแรกไปเรื่องของกระเทยคุยโทรศัพท์บนรถตู้ วันนี้มีความเซ็งบนรถตู้มาต่อภาค 2 ตามด้วยรถเมล์ต่อทันที

เหมือนเดิมครับ ผมจะนั่งรถตู้กลับบ้าน ขับจักรยานไปจอดไว้ที่หน้าคณะวิทยาฯ เหมือนเดิม แล้วก็เดินมาขึ้นรถตู้…

ตอนแรกก็แปลกใจหน่อย เพิ่งเหลือที่อยู่ 3 ที่ ข้างหน้าข้างคนขับรถ 2 กับข้างใน 1 ผมก็จะนั่งข้างหน้าสิครับ เพราะมันหลับได้ แต่คนเก็บเงินมาบอกว่า เต็มแล้ว มานั่งข้างในนี่แทน

พอขึ้นรถ ก็นั่งฟังเพลงจาก PDA ตามปกติ แล้วก็เห็นคนขับรถมันขึ้นมานั่งหน้าแทน

ก็คงเดาได้ว่าอาจจะนั่งไปด้วย ไปลงที่ไหนสักที่ล่ะมั้ง

หลังจากล้อหมุน ก็แปลกใจเล็กน้อยที่ตรงรถขับช้ามาก และเหมือนขับไม่ค่อยเก่ง

หลังจากนั้นครับ พอออกหลังคณะมา แล้วก็ยาวไปเรื่อยๆ คนที่ขับรถจากคณะจะไปเส้นมอเตอร์เวย์คงรู้กันดีว่า มันจะมีทางเส้นทางเบี่ยงเล็กๆ อยู่เส้นนึง ที่จะต้องเบี่ยงไปแล้วค่อยออกมอเตอร์เวย์

แต่คันนี้ครับ พอถึงเส้นทางนั้นมันหยุดแป๊ปนึงครับ แล้วไอ้คนเก็บเงินที่มันขึ้นมานั่งข้างหน้าข้างๆ คนขับ มันชี้ทางให้ครับ

โอเคครับ หลังจากนั้นผมเข้าใจหมดทุกอย่างแล้ว ว่าไอ้คนขับคนนี้มันมือใหม่

แต่เพียงแค่นั้นก็คงจะไม่หนักใจ ถ้าเพียงแค่ไม่รู้ทาง ก็แค่บอกทางก็จบแล้ว

แต่ไม่ครับ บังเอิญว่าผมมีใบขับขี่ ผมขับรถมีประสบการณ์มากพอสมควร ผมรู้ครับว่าคนที่ขับรถที่พอจะเป็นนี่เป็นแบบไหน

แต่รถตู้คันนี้ครับ ตอนเข้าเกียร์ไม่ได้เข้าได้ถูกเกียร์เลย หลายคนคงมีประสบการณ์ถ้าเข้าเกียร์ผิดจะทำให้รถกระชากใช่มั๊ยครับ คันนี้แหล่ะครับ ใช่เลย เป็นแบบนั้นเลยแหล่ะ

นอกจากนั้นครับ มันยังไม่คาดเข็มขัด พอออกมอเตอร์เวย์ไอ้คนเก็บเงินมันก็บอกให้คาดเข็มขัดซะ มันก็หยิบมาคาดครับ หยิบมาคาดขณะขับรถ และคนที่ขับยังขับรถไม่ค่อยแข็ง!!!

โอ้วพระเจ้าจอร์ช มันเบี่ยงซ้าย เบี่ยงขวา ออกนอกเลนที บนมอเตอร์เวย์นะครับ ไอ้รถที่มันวิ่งก็เบาะๆ ที่ไหน วิ่งกันเกินร้อยหมด ผมคิดได้คำเดียวว่า ถ้าชนขึ้นคงตายเหมารถตู้แน่ๆ

หลังจากนั้นก็แทบไม่ได้ฟังเพลงแล้วครับ นั่งตื่นเต้นกับมัน ไอ้คนเก็บเงินก็ชี้นู่นชี้นี่ บอกอะไรนู่นอะไรนี่ เสียดายที่ผมเสียบหูฟังอยู่ เลยไม่ได้เอามาเล่ามามันพูดว่าอะไรบ้าง แต่เดาได้อย่างนึงว่า ตรงทางด่วน จะมีอยู่บริเวณนึงที่มันมีตรวจจับความเร็วบ่อยๆ แล้วจะโดนจับกันตรงนี้บ่อยมาก เพราะเห็นตรงนี้พูดนานมาก

สุดท้ายผมก็ถึงปลายทางอนุสาวรีย์ชัยอย่างปลอดภัย… เดี๋ยวมาเล่าการผจญภัยต่อไปกับรถเมล์ให้ฟัง

Page 2 of 41234