I will change the world, to the better day.
RSS icon Email icon Home icon
  • มุมมองความรักของผม

    Posted on April 23rd, 2010 winggundamth 1 comment

    บล็อกนี้เขียนเพื่อฉลองวันครบรอบ 1 ปี กับการคบเป็นแฟนกันของเรา

    หลายคนล้วนมีมุมมองความรักที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะตัวผมเองที่อาจจะมีมุมมองความรักที่แตกต่างจากแฟนที่มีอายุห่างกันถึง 7 ปี ซึ่งด้วยอายุสามารถบอกได้เลยว่าเป็นคนละวัยกัน โดยเฉพาะเมื่อ (ตามที่คนอื่นบอกมา) ผมเป็นคนที่มีความคิดที่เป็นผู้ใหญ่เกินวัยของผม

    มุมมองความรักของผมคงจะเป็นส่วนผสมระหว่าง “ความรัก” และ “ชีวิตคู่” ที่จะต้องไปด้วยกันได้

    ในความคิดของผม “ความรัก” คือ การให้ในสิ่งพิเศษโดยที่มีความคาดหวังว่าเธอจะมีความสุขกับสิ่งนั้นของเรา และไม่คิดหวังผลว่าจะได้อะไรตอบแทนกลับมา ในขณะที่ “ชีวิตคู่” คือการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ทั้งการใช้ชีวิตส่วนตัว และการใช้ชีวิตร่วมกัน

    ในความหมายของผมการใช้ชีวิตส่วนตัวคือ การทำงาน การมีสังคม และการใช้เวลาส่วนตัว

    ในขณะที่ความหมายของการใช้ชีวิตร่วมกันคือ การกินข้าว ทำงานบ้าน นอนหลับ ออกไปธุระ หรือการทำอะไรก็ตามที่เป็นชีวิตตามปกติของเรา แต่ทำร่วมกัน

    หลายคนใช้ “ชีวิตคู่” ไปด้วยกันโดยไม่มี “ความรัก” ให้กัน นั่นคือสาเหตุว่าทำไม การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมันจึงรู้สึกจืดชืด

    และอีกหลายคนมี “ความรัก” ให้แก่กันมาก โดยไม่คำนึงถึง “ชีวิตคู่” จึงทำให้หลายคนไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ถ้าขาดเธอไป แม้จะเป็นแค่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ที่ไม่ได้เจอกัน

    ในมุมมองของความเป็นผู้ใหญ่ของผม ผมให้น้ำหนักกับ “ชีวิตคู่” มากกว่า “ความรัก” นั่นคงจะเป็นปัญหาของผมเมื่อคบกับวัยรุ่น หรือคนที่ยังมีความคิดเป็นวัยรุ่นอยู่คือให้น้ำหนักกับ “ความรัก” มากกว่า “ชีวิตคู่”

    เพราะฉะนั้น ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่าน เราจึงมักจะทะเลาะกันเสมอไม่ขาด (เกือบร่วมหลักร้อย) เพราะผมให้เวลากับ “ชีวิตคู่” มากกว่า “ความรัก” โดยเฉพาะเรื่องการใช้ชีวิตส่วนตัวของตัวเอง ที่ความเป็นผู้ใหญ่ของผมจะมองถึงความสุขใน “ความมั่นคง” มากกว่าความสุขที่อยู่ใน “ความรัก”

    “ความมั่นคง” ที่ผมว่าไปนั้นคือ วันที่เรามีงานมีเงินมั่นคง มีบ้าน มีรถ อยู่ได้โดยไม่ขัดสน มีความสุขกับสิ่งที่ทำ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่เกือบทั้งหมดปรารถนา

    ในขณะที่ผมก็ให้เวลากับการใช้ชีวิตร่วมกันมากเช่นกัน โดยคิดไปเองว่ามันเพียงพอแล้ว แต่มันก็เป็นเพียงแค่สิ่งจืดชืดที่ไม่ได้ช่วยเติมแต่ง “ความรัก” ให้แก่กันและกันเลย

    คงจะบอกได้ว่า คู่แต่ละคู่ล้วนมีปัญหาไม่เหมือนกัน เพราะผมเองก็ไม่เคยเจอปัญหาในเรื่องการให้เวลา “ชีวิตคู่” มากกว่า “ความรัก” กับคนอื่นเลย อาจเป็นเพราะเค้าอาจจะเข้าใจเรา หรือไม่ได้สนใจในเรื่องนี้ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น! แต่ประเด็นคือ เราทำดีที่สุดแล้วหรือยัง?

    ถ้าเราสำรวจตัวเองแล้วพบว่า เรายังสามารถให้ “ความรัก” ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ก็จงทำซะ

    สังเกตว่าผมให้สำรวจตัวเองก่อน และขอให้สำรวจตัวเองก่อนทุกครั้ง เพราะการแก้ไขที่ตัวเรานั้นย่อมจะง่ายกว่าการไปแก้ไขคนอื่นหลายเท่านัก

    แต่ถ้านั่นคือสิ่งที่คุณสามารถทำได้เต็มที่แล้ว ก็ขอให้หันหน้าเข้าหากันและคุยกันถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และช่วยกันแก้ไขปัญหานั้น

    หลายคนไม่สามารถ “ถอยหนึ่งก้าว” เพื่อรักษาความรักให้อยู่ยั่งยืนไปได้ นั่นอาจจะหมายถึง คุณมีมุมมอง “ความรัก” และ “ชีวิตคู่” ที่ไม่ตรงกับคู่ของคุณ

    สรุปสุดท้ายที่เขียนมายืดยาว เพื่อจะบอกว่า พี่ได้สำรวจตัวเองแล้ว และรู้ว่า “ความรัก” ที่พี่ให้กับแพรวนั้นคงจะน้อยไป ต่อไปหลังจากนี้พี่คงจะให้ “ความรัก” กับแพรวมากขึ้นเพื่อให้รักเราคงอยู่ตลอดไป และหวังว่าปีหน้าคงจะได้มาเขียนบล็อกครบรอบของเราอีก

    ครบรอบความรักหนึ่งปี

    เดียร์

  • Congratulations! Your slideshow ‘Web standards: Who cares?’ has been featured on the SlideShare homepage

    Posted on September 1st, 2008 WingGundamZeroCustom.co.th 1 comment

    Hey winggundamth!

    Your slideshow Web standards: Who cares? has been featured on the SlideShare homepage by our editorial team.

    Cheers,

    the SlideShare team

    p.s. Why not blog/twitter this and let the world know about your awesome creation?

    ไม่น่าเชื่อว่าจะมีโอกาสได้ขึ้นเว็บหน้าหนึ่งระดับโลกกะเค้า อิอิ

  • ขอมี Certificate กะเค้าสักที

    Posted on June 19th, 2008 WingGundamZeroCustom.co.th 1 comment

    ในที่สุดผมก็ได้ Certificate ตัวแรกกะเค้าแล้วววว แต่มันคืออะไรน่ะเหรอ ดูรูปเลยครับ อิอิ

  • วันผจญภัยของผมหนึ่งวัน

    Posted on February 2nd, 2008 WingGundamZeroCustom.co.th No comments

    วันนี้ไม่มีอะไรมาก นอกจากจะมาบ่นวันผจญภัยๆ ของผมหนึ่งวันให้ฟังครับ

    เริ่มด้วยวันนี้ตื่นเช้ามา ต้องไปทำงานให้ลูกค้าที่ซอยลาดพร้าว 84

    การเดินทางก็
    มอไซค์รับจ้าง -> รถไฟฟ้าใต้ดินไปสถานีลาดพร้าว -> แท๊กซี่ไปต่อที่หน้าปากซอยลาดพร้าว 84 (+ หลงทางอีกเป็นครึ่งชั่วโมง) -> มอไซค์รับจ้างเข้าหมู่บ้าน

    ทำงานอยู่ที่บ้านลูกค้าสามชั่วโมงได้ ก็ต้องไปทำงานต่อที่กรมขนส่งทางบก

    การเดินทางก็
    มอไซค์รับจ้างออกมาหน้าปากซอยลาดพร้าว 84 -> รถเมล์ต่อไปที่จตุจักร (เพราะขึ้นผิดคัน ไปไม่ถึงกรมฯ) -> เดินเท้าต่อไปยังกรมขนส่งทางบก

    ทำงานต่อที่กรมขนส่งทางบกอยู่ราวๆ สามชั่วโมงได้ ก็รู้ตัวว่า ลืมบัตรประชาชนไว้ที่บ้านลูกค้าที่ลาดพร้าว ก็เลยต้องกลับไปเอา

    การเดินทางก็
    นั่งรถเมล์กลับไปยังปากซอยลาดพร้าว 84 ใช้เวลาร่วมชั่วโมงครึ่งเพราะรถติด (ขามาใช้เวลาครึ่งชั่วโมง) -> นั่งรถมอไซค์รับจ้างไปบ้านลูกค้าเอาบัตรประชาชน แล้วก็นั่งกลับมาที่หน้าปากซอยลาดพร้าวต่อทันที

    หลังจากนั้นก็ต้องกลับหอที่ลาดกระบัง

    การเดินทางก็
    นั่งรถเมล์ไปเดอะมอลล์บางกะปิอีกร่วมชั่วโมงเพราะรถติดเช่นกัน -> เดินไปที่รถตู้ -> นั่งรถตู้อีกร่วมชั่วโมงไปยังลาดกระบัง -> สุดท้ายก็ปั่นจักรยานเข้าหอ

    ตอนเช้าออกจากบ้านตอนเก้าโมง ถึงหอก็สามทุ่มพอดีครับ

    ชีวิตคือการผจญภัยจริงๆ เหนื่อยก็เหนื่อยนะ แต่ก็สนุกไปอีกแบบครับ เหมือนไปปีนเขา ผจญโลกดี หุหุหุ

    แล้วคุณล่ะ เคยคิดว่าชีวิตที่ดำเนินอยู่อย่างนี้คือความสนุกของชีวิตแล้วหรือยังครับ

  • ดร.Geeks

    Posted on November 24th, 2007 WingGundamZeroCustom.co.th No comments

    วันนี้ไปอ่านเว็บตอบสัมภาษณ์ ดร.ธวัชชัย แห่ง GotoKnow ที่ Blognone มา (เว็บ Blognone จะชอบสัมภาษณ์บุคคลที่มีชื่อเสียงในโลกไอที โดยจะให้ผู้ที่เข้ามาอ่านเว็บคิดคำสัมภาษณ์ แล้วรวบรวมให้ผู้ถูกสัมภาษณ์มาตอบทีเดียว) อ่านแล้วคำถามแรกที่เกิดขึ้นมาเลย เขาเป็นใคร ตรูไม่รู้จัก หลังจากเริ่มอ่านคำตอบสัมภาษณ์ไปเรื่อยๆ ก็พอรู้ได้ว่า เขาเป็นผู้ดูแลเว็บที่น่าจะดังมากอยู่หลายเว็บ น่าจะมีเว็บเกี่ยวกับ KM อยู่ด้วย พัฒนาเว็บขึ้นมาเองโดยใช้ Ruby on Rails (RoR) เป็น Programmer เป็นอาจารย์ระดับดร. อยู่ที่ม.สงขลา และเป็น Geek!!!

    Geek ถ้าใครยังไม่รู้จักคำนี้จะอธิบายกันง่ายๆ ตามคำแปลของดิคชันนารีว่า “บุคคลที่มีความเก่งกาจ แต่ขาดความสามารถในการเข้าสังคม” แต่ก็มีอีกคำที่ใช้ในความหมายคล้ายๆ กันคือคำว่า Nerd แต่ปัจจุบันความหมายของคำว่า Geek กับ Nerd เริ่มเปลี่ยนไปในแง่บวกเป็น “ผู้ที่มีความสามารถเก่งกาจทางด้านคอมพิวเตอร์ หรือเทคโนโลยี”

    แต่ประเด็นเราจะไม่ได้คุยกันเรื่องความหมายของ Geek หรือ Nerd หรอก แต่เราจะพูดถึงเรื่องที่ผมจะไม่ค่อยได้เห็นอาจารย์ในระดับดร.ที่เป็น Geek และความมีความคิดเห็นที่น่าสนใจที่ตรงกับผมหลายอย่างต่างหาก

    ความคิดหนึ่งที่ชอบมากคือเรื่อง KM ปัจจุบันเราจะเห็นองค์กรหลายที่ประกาศล้วนแต่จะบอกว่า องค์กรกรูมี KM แล้วนะ มีการทำ KM แล้ว แต่อาจารย์ท่านบอกว่า เรากำลังจะตกอยู่ในหลุมดำของ KM หรือเปล่า ที่มีขึ้นมาก็เพื่อความโก้หรู มีขึ้นมาแต่ก็ทำกันอยู่แค่ไม่กี่คน แล้วก็บอกคนอื่นไปทั่ว ว่าเรามีการจัดการองค์ความรู้แล้วนะ องค์กรเราจะพัฒนาแล้ว ทั้งๆ ที่ขาดสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ Participation หรือการมีส่วนร่วมของคนทุกคน สุดท้ายก็ลืมจุดประสงค์หลักของ KM ไป นั่นก็คือ “การแลกเปลี่ยนความรู้”

    แต่แนวความคิด KM ก็ยังมีอุปสรรคอีกอย่างในเรื่องของ Participation นั่นก็คือ เรื่องของความร่วมมือ ต่อให้เราเปิดในเรื่องการมีส่วนร่วมให้ดีแค่ไหน ถ้าคนมันจะไม่สนใจอ่ะนะ มันก็ไม่มีประโยชน์ ความคิดมันก็มีหลายแบบตั้งแต่ ทำไปก็ไม่เห็นตัวเองจะได้อะไรเพิ่มขึ้น ไม่เห็นจะได้ “เงิน” เพิ่มขึ้น มีแต่เหนื่อย ขี้เกียจ หรือความคิดอีกแบบคือ เวลามีคนเก่งๆ เข้ามา เราก็จะคิดว่า “เราจะไปมีความคิดอะไรสู้เขาได้หรือ” ก็เลยอยู่เฉยๆ ไปเลย แล้วก็คิดไปเองว่า เดี๋ยวปล่อยให้พวกเก่งๆ จัดการก็พอแล้ว ไม่ต้องมีเราหรอก ทั้งๆ ที่แต่ละคนมีความสามารถไม่เหมือนกันอยู่แล้ว และถ้าเอาความสามารถของแต่ละคนมารวมกัน ก็ย่อมดังคำที่ว่า “คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย” และความคิดสุดท้ายที่ทำให้ KM ไม่ประสบความสำเร็จคือ “ตรูไม่สนใจ”

    พูดถึงเรื่องความสนใจ ก็ไปเข้าเรื่องสัมภาษณ์อีกเรื่องหนึ่งของอาจารย์ธวัชชัยก็คือ นักศึกษาสายคอมพิวเตอร์สมัยนี้แย่ไหม ซึ่งตัวผมเห็นด้วยและประสบกับความจริงเลยที่ว่า นักศึกษาสายคอมพิวเตอร์กว่า 90% ไม่ชอบคอมฯ ไม่สนใจคอมฯ ซึ่งทำให้คุณภาพ “การศึกษา”ของนักศึกษาแย่มาก แต่คุณภาพในฐานะที่เป็น “นักศึกษา” เขาไม่ได้แย่ตาม สาเหตุเป็นเพราะเขาทำสิ่งที่เขาไม่ได้สนใจ หรือชอบกับมัน

    สาเหตุที่เป็นอย่างนี้ก็คงอย่างที่อาจารย์ธวัชชัยตอบเช่นกัน คือ นักศึกษาไม่ค้นพบว่าตัวเองชอบอะไร และตลกกับคำพูดท้ายของอาจารย์ที่ว่า “คนที่ได้เรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบ ถือได้ว่าเป็นคนที่มีบุญจริงๆ สำหรับในประเทศนี้”

    คำพูดที่ผมชอบมากอีกคำ

    “Geeks ก็มีหัวใจนะครับ ความรักกับ Geeks เป็นของคู่กันครับ”

    ปัจจุบันก็คงจะยอมรับตัวเองว่าเป็น Geeks แล้ว (จริงๆ เป็นมาเป็นชาติ คงตั้งแต่เริ่มจับคอมฯ แล้วแหล่ะ) การมีความรักนี่แหล่ะ ที่มันสรรค์สร้างให้ตัวผมเป็น Geeks ที่ไม่ใช่มัวแต่ Geeks ไปวันๆ แต่พยายามสรรค์สร้างสิ่งใหม่ๆ ค้นหาสิ่งใหม่ๆ ทำชีวิตให้สนุก ทำในสิ่งที่ชอบ ไม่ได้ฝืนกับมัน ถ้าขาดความรักไป ผมก็คงมีชีวิตตายซากไปวันๆ เพียงเท่านั้น

    ยังมีอะไรอยากพูดอีกมาก จะยกยอดไปเขียนต่อภาคสองคราวหน้าแล้วกันครับ