ดื่มน้ำเย็น เป็นอันตรายจริงหรือ?

ผมมีความเบื่อหน่ายในเรื่องของ Forward Mail มากๆ โดยเฉพาะในเรื่องของสุขภาพที่ว่าอย่างโน้นอันตราย อย่างนี้ดี แล้วก็เชื่อเป็นตุเป็นตะโดยไม่มีการพิสูจน์เสียก่อนตามหลักกาลามสูตร วันนี้ผมก็เลยขอยกเหตุผลจากบทความในเว็บไซต์มาประกอบ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณาตามหลักกาลามสูตรกันนะครับ เชิญทัศนา

ผู้เขียนได้รับอีเมล์ ฉบับหนึ่ง จั่วหัวว่า “ดื่มน้ำเย็น สดชื่นดี แต่อันตราย” พอเปิดอ่านตอนแรกก็ตกใจ เพราะปัจจุบันใครๆ ก็ดื่มน้ำเย็นกันทั้งนั้น โดยข้อความที่ส่งต่อๆ กันมามีใจความว่า “เวลาได้กินน้ำเย็นๆ สักแก้ว หลังอาหารมันรู้สึกชื่นใจดีใช่มั้ยครับ แต่ว่าน้ำเย็นจะทำให้ไขมันที่คุณเพิ่งกินเข้าไปจับตัวเป็นไขขึ้นมา ซึ่งจะส่งผลให้การย่อยอาหารช้าลง ถ้าคราบไขมันทำปฏิกิริยากับกรด มันจะแตกตัวแล้วถูกดูดซึมไปที่ลำไส้ ไขมันที่แตกตัวนี้จะดูดซึมได้เร็วกว่าอาหารทั่วไปแล้วจะเคลือบลำไส้เราไว้ ในไม่ช้ามันก็จะแปรสภาพเป็นไขมันก้อนๆ และเป็นบ่อเกิดของมะเร็งในที่สุด ดังนั้นควรดื่มน้ำอุ่นหลังอาหารดีกว่า”

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์ อายุรวัฒน์นานาชาติ อธิบายว่า ความจริงการดื่มน้ำเย็นหลังอาหาร คงไม่เป็นอันตราย ถึงขั้นทำให้ไขมันจับตัวเป็นไข เป็นก้อนขนาดนั้น เพราะปกติอุณหภูมิร่างกายคนเราอยู่ที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส น้ำที่เราดื่มเข้าไปถึงจะเย็น แต่ร่างกายเราร้อนอยู่แล้ว ก็จะเปลี่ยนให้เป็นน้ำอุ่นๆ อยู่ดี ไขมันกว่าจะจับกันเป็นก้อนแข็ง ต้องอาศัยอุณหภูมิเหมือนอยู่ในตู้เย็น 3 – 4 องศาเซลเซียส กรณีนี้จึงเป็นข้อความหลอก

ถ้าถามว่า เราควรจะดื่มน้ำเย็นหรือน้ำอุ่นดี ก็ต้องขอเรียนว่า น้ำเย็นจะช่วยเติมน้ำให้ร่างกายได้ดีกว่าน้ำอุ่น เพราะว่าน้ำเย็นดูดซึมได้เร็วกว่า ตรงนี้เป็นข้อมูลจากสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาของสหรัฐ เขาบอกเลยว่า น้ำที่ควรจะดื่มถ้าอยากให้สดชื่น ออกกำลังกายได้อึดขึ้น อุณหภูมิควรอยู่ที่ประมาณ 15 – 22 องศาเซลเซียส หรือง่ายๆ คือ ให้ดื่มน้ำที่อุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิร่างกาย

ไม่มีงานวิจัยฉบับไหนเลย ที่บอกว่าดื่มน้ำเย็นแล้วจะเป็นมะเร็ง อีเมล์ในลักษณะนี้มีการส่งต่อกันไป ทั่ว แม้แต่ในต่างประเทศ ดูเหมือนจะเป็นวิชาการ แต่กลับไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มารับรอง ทำให้คนกลัวกันมาก ดังนั้นคนที่ได้รับอีเมล์จะต้องใช้วิจารณญาณให้ดี

การดื่มน้ำเย็นเป็นผลดีด้วยซ้ำ เพราะจะช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกาย เนื่องจากร่างกายต้องใช้พลังงานในการทำให้น้ำอุ่นขึ้น โดยน้ำ 1 แก้ว จะช่วยเผาผลาญไขมันประมาณ 9 กิโลแคลอรี ถ้าเราดื่มน้ำ 8 แก้วก็จะเผาผลาญไขมันได้ถึง 70 กิโลแคลอรีเลยทีเดียว นั่นก็หมายความว่า ยิ่งดื่มน้ำมาก ก็จะยิ่งช่วยลดความอ้วน แต่ในคนที่กำลังลดความอ้วน ลดปริมาณอาหารแต่ลืมดื่มน้ำ ต้องระวัง เพราะน้ำหนักจะไม่ลง เพราะน้ำคือตัวช่วยทำให้ไขมันสลายเร็วขึ้นนั่นเอง

ส่วนที่หลายคนสงสัยว่า การดื่มน้ำมากๆ ไตจะทำงานหนักไปหรือไม่ ก็ต้องบอกว่า น้ำจะเป็นพิษต่อร่างกายนั้น ต้องดื่มมากเป็น 10 ลิตร อย่างเช่น กรณีการรับน้องแบบพิเรนทร์ๆ ที่เราเห็นข่าวกัน ส่วนคนทั่วไปดื่มน้ำอย่างเก่งสัก 5 ลิตรก็ไม่เป็นอะไร

ดังนั้นไม่ว่าจะดื่มน้ำเย็น น้ำร้อน หรือน้ำอุณหภูมิปกติ ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร หลักการง่ายๆ คือ น้ำเย็น ควรดื่มเวลาออกกำลังกาย จะดูดซึมเร็ว แต่มีข้อห้ามในผู้หญิงที่มีประจำเดือน ไม่ควรดื่มน้ำเย็น เพราะจะยิ่งทำให้ปวดท้องมากขึ้น ส่วนน้ำอุ่น ควรดื่มเพื่อกระตุ้นลำไส้ ทำให้ลำไส้บีบตัวดี เช่น เวลาท้องเสีย เจ็บคอ เป็นหวัด

นพ.กฤษดา บอกว่า ใครที่ไม่อยากแก่ ต้องดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้ผิวหนังชุ่มชื้น เนื่องจากผิวที่แก่เกิดจากการขาดน้ำ การดื่มน้ำมากๆ ยังช่วยทำให้สมองปลอดโปร่ง แต่ถ้าดื่มน้ำน้อย โดยเฉพาะในผู้ชายอาจทำให้น้ำไปเลี้ยงอสุจิไม่พอ ทำให้อสุจิไม่แข็งแรง และเซ็กซ์เสื่อมได้

ในคนที่มีอาการคล้ายจะเป็นหวัด เช่น ปากแห้ง ตาแห้ง อย่าเพิ่งกินยา ให้ดื่มน้ำมากๆ สักพักจะหายได้ โดยไม่ต้องพึ่งยา ที่เป็นเคล็ดสำหรับคนดื่มเหล้า คือ ถ้ากลัวว่าจะแฮงก์ควรดื่มน้ำตามเข้าไปประมาณ 4 เท่าของเหล้าที่ดื่มก็จะช่วยได้

แต่ละวันเราควรดื่มน้ำมากน้อยแค่ไหน? นพ.กฤษดา บอกว่า ควรดื่มน้ำตามน้ำหนักตัว คือ ดื่มน้ำ 1 ออนซ์ ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ถ้าน้ำหนักตัว 60 กิโลกรัม ก็ต้องดื่มน้ำ 60 ออนซ์ โดยน้ำ 1 ออนซ์ก็ประมาณ 30 ซีซี คนน้ำหนัก 60 กิโลกรัม ก็ต้องดื่มน้ำประมาณ 1,800 ซีซี

ขอบคุณที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ via Kapook

สุดท้าย ขอแนะนำบล็อกของหมอแมวที่เขียนแย้งและให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Forward Mail ในทางการแพทย์ได้ดีมากๆ หลายบทความด้วยกันครับ

เตือน!ระวังกินสัปปะรดแล้วติดเอดส์ …. ชิ ชิ ชิ
Fwdการกินกุ้งและวิตามินซี เป็นแค่Fwdซากกุ้ง!!!
ซากกุ้งปะทะซากสัปปะรด … พิสูจน์Fwd mailให้เห็นจะๆ
ตีแผ่ Forward Mailสุขภาพที่หลายคนเข้าใจผิด -=Byหมอแมว=-
-= ล้วงตับ Forward mail ลวงโลกที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ # 2=-

ช่วยผมหน่อย ผมมือใหม่ครับ

บทความนี้ได้รับแรงบันดาลใจและแปลจาก I am a newbie, I have a problem, so you must help me! ขอบคุณน้อง @banksterr ที่ส่งมาให้อ่านครับ

ผมเป็นคนหนึ่งที่มักจะชักชวนผู้คนบอกว่า “มาใช้โอเพ่นซอร์สกันเถอะ” (แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดบังคับให้ใช้อะไรนะครับ พยายามจะพูดบ่อยๆ ทำตัวเป็นประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เค้ารู้จักกันมากกว่า) และสิ่งที่พวกเราชาวโอเพ่นซอร์สเจอกันบ่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อชาววินโดว์เปลี่ยนมาใช้ลินุกซ์นั่นก็คือ “ผมจะเริ่มอย่างไรดีครับ”, “ผมลงไม่เป็นอ่ะครับ”, “มันใช้ไวร์เลสไม่ได้อ่าครับ” และสิ่งที่พวกเราเหล่ามือเก๋ามักจะตอบคำถามกลับไปด้วยคำว่า “อ่านวิธีการใช้หรือยังครับ” หรือ “ลองหาในกูเกิ้ลดูนะครับ”

ถ้าเรามาลองดูในความคิดของพวกเรามือเก๋าจริงๆ นั่นก็คือ “เออ กรูรู้อยู่แล้วว่าเมิงอยากได้คำตอบอะไร แต่ช่วยกรุณาอย่าถามคำถามโง่ๆ ได้ไหมครับ ไอ้เรื่องพวกนี้กรูก็เริ่มมาจากมั่วเอง ไม่ก็หามาจากคู่มือ หรือกูเกิ้ลเอาทั้งนั้น หัดคิดเอาเองบ้าง”

(more…)

Thailand Next Web Apps 2008

Slide ที่ผมพูดเรื่อง Web Standards: Who cares? ในงาน Thailand Next Web Apps 2008 นะครับ งานนี้สนุกมากๆ ตอนแรกกลัวว่าจะไม่มีคนจะมาฟังซะแล้ว เพราะอีกห้องนึงคือพี่ดำแห่ง FukDuk.tv แต่ได้ผลตอบรับดีเกินคาด ยังไงเจอกันอีกทีงาน BarCampBangkok 2 กับภาคต่อของ Web Standards: How to achieved? ครับ

Web standards: Who cares?
View SlideShare presentation or Upload your own. (tags: webstandard)

ส่วนข้างล่างนี้คือรูปที่ผมถ่ายจากงานนี้นะครับ เสียดายที่ไม่ได้อยู่จนจบงาน เพราะต้องกลับไปประชุมต่อ T-T

ทำไมต้องมาตรฐานเว็บ

บทความนี้เป็นบทความที่ผมเขียนไว้เมื่อสองปีก่อน เพื่อจะนำไปลงงานลาดกระบังนิทรรศ’49 แต่รู้สึกจะมีปัญหาเกิดขึ้น ก็เลยไม่ได้ใช้งาน วันนี้ไปนั่งคุ้ยๆ จัดระเบียบไฟล์งานของตัวเอง ก็เลยไปเจอบทความนี้เข้า เพราะฉะนั้นวันนี้เลยได้อู้หาเรื่องมาเขียนลงบล็อกได้ 1 วัน อิอิ

ทำไมต้องมาตรฐานเว็บ?

หลายคนที่ทำเว็บมีความสงสัยว่าทำไมต้องมาตรฐาน? ทำไมต้องทำเว็บมาตรฐานด้วย ในเมื่อมันก็แสดงผลได้ อ่านได้ ไม่มีปัญหาอะไรร้ายแรง แต่ในความเป็นจริงนั้น มีสิ่งที่ซ่อนอยู่ในความเป็นมาตรฐานอยู่มากมาย ที่เราอาจจะไม่ทราบมาก่อน บทความเรื่องมาตรฐานเว็บต่อไปนี้อ้างอิงมาจากบทความเรื่อง What are standards and why should I use them? ซึ่งเขียนโดยองค์กร The Web Standards Project ที่มีชื่อย่อว่า WaSP

อะไรคือจุดมุ่งหมายของการใช้มาตรฐานเว็บ (Web Standards) ผลดีของการใช้มาตรฐานเว็บคืออะไร คำตอบในเรื่อง จุดมุ่งหมายและผลดีที่ใหญ่ที่สุดของเรื่องการใช้มาตรฐานเว็บ นั่นคือ Accessibility

(more…)

Wireshark Lab : Introduction to Wireshark

หลังจากวันนี้เป็นต้นไป บล็อกของผมก็มีเรื่องราวซีรีย์ในทุกสัปดาห์เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่าง นั่นก็คือ Wireshark Lab ซึ่งซีรีย์นี้เกิดขึ้นได้เพราะวิชา Computer Network Technology หรือ CNT ที่ผมเรียนปริญญาโท (ปีแรก) อยู่ที่คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยอาจารย์โชติพัชร์ ภรณวลัยได้สั่งการบ้านแล็บทุกสัปดาห์ และให้ส่งการบ้านโดยการเขียนบล็อก!!!

เพราะฉะนั้นทุกสัปดาห์ ใครที่เข้ามาอ่านบล็อกผมก็จะได้รับความรู้ทางด้านเน็ตเวิร์ก + ประสบการณ์จากการทำการบ้านของผมไปด้วยพร้อมกันครับ (ถ้าผมอู้ไม่เขียน ก็จะไม่มีคะแนนส่งการบ้านเหมือนกัน – -“)

ลักษณะการบ้านแล็บทั้งหมด 11 แล็บนั้น (รู้สึกจะให้ทำแล็บละสัปดาห์) จะเป็นลักษณะของ Wireshark Lab ทั้งหมด ซึ่งแล็บแรกของวันนี้คือ Introduction to Wireshark

(more…)

มาช่วยให้ไฟร์ฟ็อกซ์ถูกบันทึกอยู่ในกินเนสส์บุ๊กกันเถอะ

เมื่อไฟร์ฟ็อกซ์คิดการใหญ่อยากถูกบันทึกลงในกินเนสส์บุ๊ก แคมเปญ “Firefox 3 Download Day 2008” จึงเกิดขึ้น โดยทางโมซิลล่าได้เขียนลงในบล็อกชักชวนให้ผู้ที่ใช้งานไฟร์ฟ็อกซ์ (หรือแม้อาจจะไม่ได้ใช้งานก็ตาม) ร่วมดาวน์โหลดไฟร์ฟ็อกซ์ 3 เพื่อให้ได้สถิติ “ซอฟต์แวร์ที่ถูกดาวน์โหลดมากที่สุดภายในเวลา 24 ชั่วโมง” โดยผู้ที่อยากจะเข้าร่วมการทำสถิติครั้งนี้เพียงแค่เข้าไปที่หน้า Firefox 3 Download Day 2008 แล้วกดปุ่มเข้าร่วม (ในเว็บใช้คำว่า Pledge) จากนั้นใส่ประเทศที่ตัวเองอยู่ และอีเมลลงไป เพื่อรอรับข่าวสาร และวันเวลาที่จะร่วมทำสถิติ

ไฟร์ฟ็อกซ์ 3 จะออกตัวจริงในเดือนมิถุนายนนี้ และปัจจุบันสถิติการใช้ไฟร์ฟ็อกซ์อยู่ที่ 39.1%

ที่มา – Mozilla Blog

Page 1 of 212