★★★★ Mary is happy, Mary is happy เหยดดดด

★★★★ Mary is happy, Mary is happy เหยดดดด

“วันนี้เรามีเรื่องเล่าเป็นของตัวเองอยากเล่าให้คนอื่นฟังด้วยแหละ”

“ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมานานแล้วว่า Mary is happy, Mary is happy หนังมันแนว”

“เมื่อสองสามวันก่อนเลยเพิ่งมีโอกาสได้ดูเป็นครั้งแรก”

“ต้องใช้เวลาดูทั้งหมดสองวัน เพราะหนังยาวเกิน แฟนหลับก่อน…”

“วันที่สองแฟนก็ดูไม่จบ หลับก่อนเหมือนกัน ดูจนจบเองเลยก็ได้ฟระ”

“หนังบ้าอะไรวะเนี่ย แนวสัดๆ มโนเนื้อเรื่องกับฉากทั้งหมดจากทวิตเตอร์คนเดียวและเรียงตามเวลาโดยไม่ข้าม 410 ข้อความ”

“ไปตามอ่านเกร็ดทีหลัง ผู้กำกับขอไม่เจอเจ้าของทวิตจนกว่าจะทำหนังเสร็จด้วยแหละ กลัวรู้จักแล้วจะมโนไม่เจ๋ง แนวอีก” (more…)

กล่องความทรงจำ

สืบเนื่องจากระทู้ในพันธ์ทิพย์ (ขออภัยที่จำลิงก์ไม่ได้แล้ว) ก็ได้ไปเจอกับกระทู้การ์ตูนที่ผมโตขึ้นมากับมัน ก็เลยเซฟรูปภาพ และขอเก็บเอาไว้ในบล็อกแห่งนี้ เพื่อเป็นความทรงจำของผมครับ

เพลงรัก ถ้าไม่รัก ก็เขียนไม่ได้

“อยากให้รู้ว่า เพลงรัก ถ้าไม่รัก ก็เขียนไม่ได้” หนึ่งประโยคในเพลง “กันและกัน” จากหนัง “รักแห่งสยาม” หนึ่งประโยคที่คอยแทรกอยู่ในหนังเป็นช่วงๆ ราวกับตอกย้ำเนื้อความในเพลง หนึ่งประโยคที่หนังเรื่องนี้อยากจะบอกกับผู้ที่ได้ชม “รักแห่งสยาม” ว่ามันคือความจริง

คนเราต้องล้วนเคยผ่านความรัก ไม่ว่าความรักนั้นจะหอมหวาน มีความสุข หรือเป็นดั่งยาขม ทำให้เจ็บปวด แต่เมื่อผู้ใดผ่านมาแล้วย่อมทำให้ผู้นั้นมีประสบการณ์ และเติบโตขึ้น เช่นเดียวกับผู้เขียนบทหนังเรื่องนี้ ที่น่าจะเคยผ่านกับประสบการณ์ความรักไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม และถ่ายทอดออกมาเป็น “รักแห่งสยาม” ที่มิน่าจะใช่เป็นเพียงแค่รักในสยามสแควร์ หรือสยามประเทศ แต่มันคือความรักของโลกใบนี้

โต้งกับโดนัท ตัวแทนของความรักของวัยหนุ่มสาว ที่เพิ่งผลิบาน และยังไม่รู้อะไรมากนัก และมักจะสับสนในใจของตนเองอยู่เสมอ หญิงกับมิว (และโต้ง) ตัวแทนของความรักอันบริสุทธิ์ ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อความรัก ไม่ว่าสิ่งนั้นจะยากแค่ไหนก็ตาม มิวกับเพื่อนในวง ตัวแทนของความรักในรูปแบบของเพื่อน ที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เราก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่เสมอ โต้งกับเพื่อนในกลุ่ม ตัวแทนของความรักในรูปแบบของเพื่อนอีกแบบหนึ่ง ที่พร้อมจะเป็นที่ปรึกษา ที่พึ่งพิงให้ได้เสมอ จูนกับครอบครัวของโต้ง ตัวแทนของความรักที่หายไป เป็นความรักที่จูนขาดไป และใฝ่ฝันที่จะมีมาตลอด ถึงแม้จูนอาจจะไม่รู้ตัวก็ตาม โต้งกับแม่ ตัวแทนของความรักระหว่างแม่และลูกในวัยรุ่น ที่มักจะมีปัญหาไม่เข้าใจระหว่างกันอยู่เสมอ มิวกับอาม่า และพ่อกับแตง ตัวแทนของความรักและการสูญเสีย เมื่อมีพบ ก็ต้องมีการจาก เมื่อต้องจากจากคนที่เรารัก สิ่งที่รอเราอยู่คือความเหงา ความเศร้า และจิตใจที่บอบช้ำ และสิ่งที่เราได้เห็นในหนังก็คือ วิธีการจัดการกับจิตใจเหล่านั้น มิวกับโต้ง ตัวแทนของความรักที่ก้าวพ้น เป็นความรักที่อยู่นอกเหนือจากกฎเกณฑ์ธรรมชาติ เป็นความรักที่บริสุทธิ์ และยังสับสนในตัวมันอยู่เสมอ และสุดท้าย ความรักระหว่างกรกับสุนีย์ พ่อและแม่ของโต้ง เป็นความรักของผู้ใหญ่ ที่มักจะมีเรื่องของเหตุและผลเข้ามาอยู่ด้วยเสมอ ทั้งๆ ที่รักนั้นอาจจะไม่ต้องการเหตุและผล ขอเพียงแค่เข้าใจกันก็เพียงพอแล้ว

ผมเขียนความรักที่เกิดขึ้นในหนังทั้งหมดเท่าที่คิดได้ออกมา และเรียงลำดับความสำคัญในหนังจากน้อยไปหามาก ตามความคิดของผมเอง

รักแห่งสยาม มีประเด็นให้ขบคิดมากมาย ทั้งประเด็นหลักของหนัง ที่อาจจะประชาสัมพันธ์ออกมาผิดประเด็น (เข้าใจว่า เพื่อให้คนเข้าไปดูมากๆ ไว้ก่อน) แต่กลับมีความหมายมากที่สุด กับความรักที่ก้าวพ้นจากกฎเกณฑ์ธรรมดา และความรักที่ซับซ้อนของผู้ใหญ่

กล้าชมได้เลยว่าดารารุ่นใหญ่ที่รับบทเป็น พ่อและแม่ของโต้ง แสดงได้ดีมากๆ และเด่นที่สุดในเรื่อง เมื่อเทียบกับโดนัทที่ออกมาเพียงไม่กี่ตอน (คิดว่าในตัวอย่างหนังก็คงเห็นซีนที่โดนัทออกมาหมดแล้ว) และเหล่าดาราเด็กช่วงแรก ที่คงเห็นการแสดงแข็งๆ บ้างอยู่ การแสดงของพ่อและแม่ของโต้งนั้น มีพลังมาก ทั้งเรื่องของบทหนัง และการแสดง ที่ทำให้มีความรู้สึกร่วมได้อยู่เสมอ ทั้งความรักและการสูญเสีย หญิงที่ออกมาทีไร ก็นึกถึงความรักที่บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา ไร้สิ่งปนเปื้อน เป็นความรักที่มองแล้วน่ารักอยู่เสมอ มิวและโต้ง ที่บอกได้คำเดียว “ฉากเดียว เสียวทั้งปี” กับบทหนังที่ต้องสื่อถึงความสับสนของความรักที่ตนเองมี ก็ถือได้ว่าดีทีเดียว

อีกฉากหนึ่งที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ คือฉากที่ฉายให้เห็นตัวละครแต่ละคนในสยามสแควร์ เป็น Long take ถือว่าเป็นฉากที่เล่นมุมกล้องได้ดีมาก และสื่อถึงตัวละครแต่ละคน กับความรู้สึกและชีวิตในสยามสแควร์อันหลากหลาย

อีกเรื่องที่จะต้อง กล่าวถึงให้ได้ คือเรื่องของดนตรี ด้วยตัวผมที่เป็นนักดนตรี ที่อินและซาบซึ้งในเสียงเพลงอยู่เสมอ ดนตรีที่แต่งมาสำหรับเรื่องนี้มีพลัง และความหมายสำหรับหนังเรื่องนี้อย่างเต็มเปี่ยม ทั้งเสียงเปียโนที่คอยขับกล่อมให้เหมาะกับหนังรักอยู่เสมอ เพลง Ticket กับการเริ่มต้นของหนังที่ทรงพลัง เพลงคืนอันเป็นนิรันดร์ ด้วยเสียงร้องของนักแสดงเด็ก และคอรัส (ขออภัยที่จำชื่อนักแสดงไม่ได้) ที่ฟังแล้วช่างอธิบายถึงความเศร้าอย่างจับใจในตัวละครแต่ละคน และเพลงกันและกัน ที่ไม่ว่าจะขึ้นมากี่ครั้ง ก็มักจะสอดคล้องกับเรื่องราวของหนังไปทุกครั้ง บวกกับเสียงของมิวที่ทำให้ฟังเพลงนี้แล้วรู้สึกได้ว่าออกมาจากใจจริงๆ (ที่หวังว่าในโลกความเป็นจริงคงจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น)

เมื่อหนังมีข้อ ดี ก็ต้องย่อมมีข้อเสียเป็นของธรรมดา สิ่งแรกที่อาจจะเห็นเฉพาะตัวผมคือ ฉากที่ฉายมิวในตอนเด็ก มีฉากหนึ่งที่มีจิ๊กซอว์ ซึ่งเป็นรูปการ์ตูนเรื่อง Full metal alchemist ซึ่งเพิ่งสร้างเมื่อปีสองปีก่อน จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีในฉากนั้นซึ่งน่าจะเป็นอดีตสัก 7-8 ปีก่อน อีกฉากหนึ่งเลยที่อยากจะติ นั่นคือสภาพของโต้งและกลุ่มเพื่อนของเขา ที่มานั่งตั้งวงกินเหล้ากันในคอนโดกันเฉพาะเด็กๆ ทั้งๆ ที่ตัวละครน่าจะอยู่เพียงแค่ม.ปลาย รวมถึงยังมีเพื่อนหญิงมานั่งกินอยู่ด้วยอีก รวมถึงการสูบบุหรี่ และขับรถในคืนวันคริสต์มาส ซึ่งอาจจะเข้าใจได้ว่า คุณมะเดี่ยวต้องการเสียดสีสังคมในปัจจุบัน แต่โดยรวมแล้วยังไงก็ถือว่าไม่ดีอยู่ดี

ข้อเสียทั้งหมดนี้อาจจะเป็นแค่ สิ่งที่ผมคิดมากไปเองก็ได้

สุดท้ายนี้ ขอชมภาพรวมว่าคุณมะเดี่ยวทำหนังเรื่องนี้ได้ดีมาก ถึงแม้ว่าจะมี “ฉากเดียว เสียวทั้งปี” อยู่ แต่ก็ไม่ได้ลดให้คุณค่าของหนังเรื่องนี้ลดลงเลยแม้แต่น้อย

ด้วยความนับถืออย่างสูง กับความรักแห่งสากลโลก ที่สร้างโลกใบนี้ให้สดใสงดงามอยู่เสมอ

WingGundamZeroCustom.co.th

รักแห่งสยาม

ใครคือเจ้าของ?

ในที่สุดก็สอบเสร็จสักที หลังจากต้องทรมาน (รึเปล่า ได้ข่าวว่าเปิดเว็บใหม่นี่หว่า) กับการสอบยาวสองอาทิตย์ แต่ก็ยังมีโปรเจครออยู่ พร้อมกับงานที่ต้องรับผิดชอบอีกมากมาย

แต่แน่นอน สอบเสร็จแล้วเราก็ต้องไปผ่อนคลาย ก็เลยนัดกับกลุ่มเพื่อนของผมไปกินบาร์บีคิวพลาซ่ากัน 7 คน แต่มีเพื่อนอีกกลุ่มที่อยากจะเลี้ยงผม เนื่องจากผมไปช่วยเรื่องโปรเจคไว้ (อิ่มจัง ตังค์อยู่ครบ ขอบใจมากเลยเน้อ) ก็เลยจาก 7 คนกลายเป็น 14 คนไปในบัดดล หนุกหนานดีครับ กินกันกลุ่มใหญ่ๆ มีหลากหลาย หลากสไตล์ ตั้งแต่คุยจ้อไม่หยุด ยันนิ่งเงียบกินเอากินเอา (อย่างผมเป็นต้น :D)

หลังจากกินเสร็จแล้ว บางส่วนก็กลับบ้าน บางส่วนก็ไปดูหนังต่อกันครับ ซึ่งแน่นอนว่านั่นเป็นเนื้อหาสำหรับการเขียนครั้งนี้ นั่นก็คือหนังเรื่อง “ยังไงก็รัก”

ครั้งนี้ผมจะมาพูดถึงประโยคเด็ดของหนังเรื่องนี้ที่กินใจผมไว้ครับ เป็นตอนสถานการณ์ที่ “พิม” เมียน้อยของพระเอก “เฮียเล้ง” ของเรากำลังจะตัดสินใจแต่งงานกับนักธุรกิจหนุ่มรูปงาม พ่อรวย แม่สวย บลาๆๆ และพระเอกของเราก็พยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะไม่ให้พิมไปแต่งงานกับนักธุรกิจคนนั้น ซึ่งวิธีหนึ่งที่เค้าทำก็คือ ไปหานักธุรกิจหนุ่มคนนั้น และบอกความจริงทั้งหมด

“ผมกับพิม รักกันมานานแล้ว นี่ไงหลักฐาน” มีทั้งรูปสติ๊กเกอร์ที่ถ่ายด้วยกัน จนกระทั่งแส้!!!

“ได้โปรดเลิกกับพิมเถอะครับ พิมเป็นของผม ให้เค้าอยู่กับผมเถอะ” พระเอกพูดฟูมฟายต่อ

“พิมไม่ใช่สิ่งของ ไม่ใช่ของๆ ใครทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นผม หรือคุณ” นักธุรกิจหนุ่มตอบพระเอก

และนั่นแหล่ะ คือประโยคเด็ดสำหรับหนังเรื่องนี้และสำหรับผม ส่วนตัวผมชอบคำพูดนี้มากเลย ชีวิตของเราหนึ่งๆ นั้น เราไม่ใช่ของๆ ใคร เราคือเรา เราเป็นตัวของตัวเอง อยากทำอะไรก็ทำ ตราบใดที่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น

ถ้าเราไม่ได้เป็นตัวของเราเอง ทำตามที่ใครเขาบอก ใครเขาบงการ เชื่อคนอื่นทุกอย่าง โดยไม่ได้คิดไตร่ตรองด้วยตนเอง เมื่อนั้นคุณก็คงเป็นสิ่งของของคนนั้นๆ และคุณก็คงไม่ได้พบกับสิ่งที่คุณต้องการอย่างแท้จริง…

ปล. หลังจากดู “ยังไงก็รัก” จบ ผมกับเบิร์ด เพื่อนสนิทของผม ก็ไปต่อกันด้วย “ประกาศอิสรภาพ” ต่อทันทีเลยครับ ขณะนั้นเวลา 0.20 น. ดูยาวกันจนถึงตีสามครึ่งเลย ทั้งโรงมีแค่ 2 คน สะใจมาก ดูไปวิจารณ์ไป ไม่ต้องกลัวใครเขาด่า 555+

คำถามที่ต้องตอบ

วันนี้มาจั่วหัวข้อตามที่ตั้งในเอ็ม แต่ว่าสิ่งที่จะมาบ่นในบล็อกวันนี้ไม่ได้มาจากความหมายที่ตั้งในเอ็ม แต่เป็นความคิดที่เกิดขึ้นมาตอนอ่านการ์ตูนเรื่อง eyeshield21 เมื่อวาน เป็นสิ่งที่ไม่รู้สิ ไม่รู้จะอธิบายออกมาเป็นความรู้สึกว่าอย่างไร แต่บอกได้คำเดียวว่าผมเสียน้ำตาให้กับคำพูดนี้

การ์ตูนเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการแข่งอเมริกันฟุตบอลระดับม.ปลาย โดยคำพูดที่เกิดขึ้น เป็นคำพูดที่พูดกันระหว่างอัจฉริยะที่เก่งไปทุกด้านกับอีกคนหนึ่งที่มีส่วนสูงที่สูงที่สุด และจะพยายามตามอัจฉริยะคนนี้ให้ได้ โดยทำการฝึกหนักให้เท่ากัน แต่ผลที่ออกมานั้นไม่ได้เป็นอย่างที่ต้องการเลย และก็อยู่ในช่วงที่กำลังสิ้นหวังสุดๆ ก็เลยพูดคำๆ นี้ขึ้นมา

“ทำไมกัน ทำไมถึงทำได้ถึงขนาดนั้น” “อัจฉริยะยังขยันขนาดนั้น แล้วคนธรรมดาต้องทำไงถึงจะเทียบได้เล่า” “ชั้นไม่ได้โดดเด่น จะว่าเป็นคนไร้พรสวรรค์” “แต่ชั้นอยากชนะ ชั้นอยากชนะ” “ไงๆ ชั้นก็เลิกตัดใจไม่ได้ ชั้นก็อยากเป็นมือหนึ่งเหมือนกัน” “แล้วจะให้คนที่เกิดมาเป็นคนธรรมดา ทำยังไงกันเล่า”

ใครก็ได้ ช่วยบอกผมทีเถอะ

ปล. คำพูดที่ผมพิมพ์มาทั้งหมดเหล่านี้มีความหมายแฝงนัยหลายอย่างมากครับ ทั้งสำหรับตัวผมเอง และคนรอบข้าง ปอ. ช่วงนี้กำลังอ่านการ์ตูนเรื่อง I’s เพื่อดึงความรู้สึกเก่าๆ ของตัวเองสมัยม.ต้นกลับมาอีกครั้งครับ ปฮ. เปลี่ยน Theme (เพิ่งมาสังเกตว่าดอกไม้มันสีม่วงนี่หว่า -*-) + อัพเด็ตเวอร์ชั่นของ Blog ใหม่แล้วครับ แล้วก็เขียน Resume สำหรับเตรียมสมัครงานปิดเทอมนี้ด้วยครับ ต่อไปจะลองรวบรวมผลงานตัวเองเป็น Portfolio สักหน่อย

Update ในที่สุดก็กลับไปวิ่งอีกครั้งครับ หลังจากที่วิ่งจนกระทั่งขาเจ็บ – -” พักไปร่วมสองอาทิตย์ แต่จริงๆ แล้วน่าจะวิ่งได้ตั้งแต่อาทิตย์แรกแล้ว แต่ดันมาีบอลรุ่น คนไม่พอ ก็เลยโดนผสมโรงไปเตะด้วยทั้งๆ ที่ขาเจ็บ ผลปรากฎว่า เจ็บหนักกว่าเดิมครับ พักไปเลยครับ อีกอาทิตย์นึง

Update Valentine Day ถ้าใครอยากรู้ว่าวันวาเลนไทน์ผมไปไหนมา (ถึงแม้ท่านจะไม่อยากรู้ ผมก็จะบอกครับ) ไข้ขึ้นครับ อ้าวยังฟังไม่ชัดอีกเหรอครับ “ไข้ขึ้นค้าบบบบบบบบ” นอนซมอยู่หอสามวันติดเลย เซ็งเป็ดจริงๆ อุตส่าห์จะออกไปข้างนอกเผื่อจะเกิด “ปาติหาน” ขึ้นกะเค้าบ้าง 555+

You dumb dumb give me your gum gum.

จั่วหัวมาแปลกๆ วันนี้ คงจะงงล่ะสิ ว่ามันคืออะไร

มันคือประโยคเด็ดที่อยู่ในหนังเรื่อง Night at the museum ที่ผมไปดูกับน้องชาย (แท้ๆ) มาวันนี้ครับ

Night at the museum

พูดถึงการไปดูหนังกับครอบครัวนี่ ไม่เคยทำมาแล้วเป็นชาติ ตั้งแต่พ้นอ้อมอกพ่อแม่ขึ้นเป็นเด็กเกรียน ยิ่งไปดูหนังกับน้องชายนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย (ยกเว้นคราวก่อนที่พาไปวิ่งผลัด 2 x 1 กิโล ที่พันธ์ทิพย์มา)

หนังเรื่องนี้ทำได้ประทับใจมาก ไม่ผิดหวังจริงๆ ที่ไปดูเรื่องนี้มา

หนังที่ทำให้ผมประทับใจได้นี่ จะมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่หนังที่มีความลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน หักมุมตอนจบแบบไม่สามารถคิดถึงมาก่อนได้ หนังสยองขวัญที่ทำให้ผมกลัวมากที่สุดในชีวิต (ปัจจุบันก็ยังหาอยู่ แต่ไม่มีเรื่องไหนสามารถทำได้เลย) และหนังตลก…

หนังตลกที่ทำให้ผมประทับใจได้นี่ ก็คือหนังที่สามารถทำให้คนหัวเราะได้ทั้งโรง มีความสนุกกับมัน ไม่จำเป็นต้องเป็นมุขสั่วๆ หรือตลกคาเฟ่ นั่นคือสิ่งที่ผมต้องการมากที่สุดจากหนังตลก

มีหลายคนที่คิดว่า ทำไมหนังตลกๆ ธรรมดาๆ ต้องไปดูถึงในโรงด้วย ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ประทับใจผมได้เรื่องหนึ่งเลย ลองคิดดูว่า คุณเข้าไปในโรง ใครก็ไม่รู้มานั่งดูด้วยกับคุณ แต่กลับหัวเราะไปพร้อมกับคุณ มีความสุขไปพร้อมกับคุณ หนังที่มีคนดูปรบมือให้กับความสนุกของมันพร้อมกันทั้งโรง หลังจากหนังจบ ทุกคนลุกขึ้นยืน ยิ้มประทับใจกับสิ่งที่ได้เพิ่งดูมา คุยกันอย่างมีความสุข มันคือความประทับใจอย่างหนึ่งที่คุณคงหาไม่ได้จากที่อื่น มันคือสังคมใหญ่ๆ ที่ทุกคนพร้อมเพรียงหาความสุข โดยไม่มีการแก่งแย่งชิงดีกัน ไม่มีใครจะแย่งใครดู

หรือว่าคุณไปดูหนัง คุณชอบหัวเราะอยู่คนเดียวมากกว่าคนหัวเราะพร้อมเรากันทั้งโรง?

จริงมั๊ยครับ

ปล. มันสนุกจริงๆ นะเนี่ยให้ตายเหอะ ถ้าไปดูเอาสนุก ไม่จริงจังกับชีวิตไปดูเถอะครับ

ปอ. หลังจากนี้มีความคิดจะทำโปรเจครวมความรู้ตัวเองที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเป็น Administrator ในสายของ Linux, Unix และก็ PHP Programming ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมถนัดที่สุดสักหน่อย รอชมได้เร็วๆ นี้นะครับ

Page 1 of 212