ในที่สุดก็สอบเสร็จสักที หลังจากต้องทรมาน (รึเปล่า ได้ข่าวว่าเปิดเว็บใหม่นี่หว่า) กับการสอบยาวสองอาทิตย์ แต่ก็ยังมีโปรเจครออยู่ พร้อมกับงานที่ต้องรับผิดชอบอีกมากมาย

แต่แน่นอน สอบเสร็จแล้วเราก็ต้องไปผ่อนคลาย ก็เลยนัดกับกลุ่มเพื่อนของผมไปกินบาร์บีคิวพลาซ่ากัน 7 คน แต่มีเพื่อนอีกกลุ่มที่อยากจะเลี้ยงผม เนื่องจากผมไปช่วยเรื่องโปรเจคไว้ (อิ่มจัง ตังค์อยู่ครบ ขอบใจมากเลยเน้อ) ก็เลยจาก 7 คนกลายเป็น 14 คนไปในบัดดล หนุกหนานดีครับ กินกันกลุ่มใหญ่ๆ มีหลากหลาย หลากสไตล์ ตั้งแต่คุยจ้อไม่หยุด ยันนิ่งเงียบกินเอากินเอา (อย่างผมเป็นต้น :D)

หลังจากกินเสร็จแล้ว บางส่วนก็กลับบ้าน บางส่วนก็ไปดูหนังต่อกันครับ ซึ่งแน่นอนว่านั่นเป็นเนื้อหาสำหรับการเขียนครั้งนี้ นั่นก็คือหนังเรื่อง “ยังไงก็รัก”

ครั้งนี้ผมจะมาพูดถึงประโยคเด็ดของหนังเรื่องนี้ที่กินใจผมไว้ครับ เป็นตอนสถานการณ์ที่ “พิม” เมียน้อยของพระเอก “เฮียเล้ง” ของเรากำลังจะตัดสินใจแต่งงานกับนักธุรกิจหนุ่มรูปงาม พ่อรวย แม่สวย บลาๆๆ และพระเอกของเราก็พยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะไม่ให้พิมไปแต่งงานกับนักธุรกิจคนนั้น ซึ่งวิธีหนึ่งที่เค้าทำก็คือ ไปหานักธุรกิจหนุ่มคนนั้น และบอกความจริงทั้งหมด

“ผมกับพิม รักกันมานานแล้ว นี่ไงหลักฐาน” มีทั้งรูปสติ๊กเกอร์ที่ถ่ายด้วยกัน จนกระทั่งแส้!!!

“ได้โปรดเลิกกับพิมเถอะครับ พิมเป็นของผม ให้เค้าอยู่กับผมเถอะ” พระเอกพูดฟูมฟายต่อ

“พิมไม่ใช่สิ่งของ ไม่ใช่ของๆ ใครทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นผม หรือคุณ” นักธุรกิจหนุ่มตอบพระเอก

และนั่นแหล่ะ คือประโยคเด็ดสำหรับหนังเรื่องนี้และสำหรับผม ส่วนตัวผมชอบคำพูดนี้มากเลย ชีวิตของเราหนึ่งๆ นั้น เราไม่ใช่ของๆ ใคร เราคือเรา เราเป็นตัวของตัวเอง อยากทำอะไรก็ทำ ตราบใดที่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น

ถ้าเราไม่ได้เป็นตัวของเราเอง ทำตามที่ใครเขาบอก ใครเขาบงการ เชื่อคนอื่นทุกอย่าง โดยไม่ได้คิดไตร่ตรองด้วยตนเอง เมื่อนั้นคุณก็คงเป็นสิ่งของของคนนั้นๆ และคุณก็คงไม่ได้พบกับสิ่งที่คุณต้องการอย่างแท้จริง…

ปล. หลังจากดู “ยังไงก็รัก” จบ ผมกับเบิร์ด เพื่อนสนิทของผม ก็ไปต่อกันด้วย “ประกาศอิสรภาพ” ต่อทันทีเลยครับ ขณะนั้นเวลา 0.20 น. ดูยาวกันจนถึงตีสามครึ่งเลย ทั้งโรงมีแค่ 2 คน สะใจมาก ดูไปวิจารณ์ไป ไม่ต้องกลัวใครเขาด่า 555+