หลังจากไม่ได้อัพ blog มาหลายวัน วันนี้ก็มีเรื่องมาอัพจนได้

เป็นเรื่องที่ผมเซ็งมานานแล้ว สามารถมีได้ทุกที่ ที่ๆ ต้องการสมาธิ หรือที่ต้องการความเงียบ

ยกตัวอย่างเช่น โรงหนัง รถตู้ รถเมล์ เป็นต้น

บางคนอาจจะนึกออกแล้ว นั่นก็คือ “การโทรศัพท์” ครับ

คุณเคยเบื่อมั๊ย เมื่อคุณเข้าไปในสถานที่เหล่านี้แล้ว แล้วต้องพบกับความรำคาญ ความทรมานจนสุดเกินจะทน

วันนี้มีเรื่องเล่าที่ผมทนไม่ไหวจนต้องมาเล่าให้ฟังครับ

วันนี้ผมกลับบ้านด้วยรถตู้ ไปอนุสาวรีย์ชัย เพื่อไปต่อรถเมล์สาย 74

วันนี้ผมเจอเต็มๆ ครับ เริ่มต้นด้วยหน้าแตกด้วยการนั่งรถผิดก่อน (จริงๆ ก็ไม่ได้ผิดหรอก เพียงแต่รถตู้ที่ไปอนุสาวรีย์มันจะไปสุดสายที่หมอชิต แต่อันนี้มันดิ่งยาวไปหมอชิตเลย)

ผมก็เลยยืนรอรถคันต่อไป ระหว่างนั้นก็มีคนเดินมามากมายเพื่อรอรถไปอนุสาวรีย์เช่นเดียวกัน

พอรถมา ผมก็รีบขึ้นก่อนด้วยความเคยชิน ที่ชอบนั่งข้างหน้าต่าง แถวที่ 3 เสมอ (ที่ชอบนั่งข้างหน้าต่างจะได้หลับได้ ไม่ไปพิงคนข้างๆ ไงครับ)

และแล้ว ก่อนที่กรรมจะเกิดขึ้น คนเต็มรถทันที โดยไม่ต้องบอกกล่าวเพราะว่าคนมารอเยอะนานแล้ว หลังจากทำการจ่ายตังค์เรียบร้อย มันก็เริ่มขึ้น

“เฮ้ย ทำไมเมิงไม่โทรมาหากรูเมื่อวานวะ” คำแรกที่ผมพอจะจำความได้ที่ผมได้ยินจากคนข้างๆ

“อยู่หอบ้านเมิงดิ โทรศัพท์มาหาไมได้หรือไงวะ” พอจะเดาได้แล้วว่าไอ้คนที่มันคุยด้วยไม่ยอมโทรมาหาเมื่อวาน

หลังจากนั้นนรกของผมก็เกิดขึ้นครับ ปกติผมขึ้นรถตู้ ผมจะทำอยู่แค่สองอย่างคือ ไม่หลับ ก็ฟังเพลง แต่วันนี้ PDA เจ้ากรรมของผม วันนี้ไม่มีหูฟัง ทำให้ผมไม่สามารถฟังเพลงได้

จากนั้นคงเดาต่อได้ ว่าเกิดอะไรขึ้น ผมต้องทนนั่งฟังไอ้บ้าข้างผมนั่งคุยโทรศัพท์ตั้งแต่ล้อรถยังไม่หมุน จนกระทั่งผมลงรถที่อนุสาวรีย์ชัย

หลายท่านที่ขึ้นรถตู้บ่อยๆ คงจะสามารถแบ่งแยกผู้คนที่โทรศัพท์บนรถตู้เหล่านี้ได้หลายประเภท ซึ่งผมก็แบ่งประเภทไว้หลายแบบ ตั้งแต่ พ่อกรูให้แอมป์มาเป็นกล่องเสียง (ไอ้พวกเสียงดังลั่นรถ) พวกจ๊ะจ๋า (คุยกับแฟน) อยากให้รู้ว่ากรูรวย (พวกคุยธุรกิจ ธุรกรรมทั้งหลาย) ฯลฯ อีกมากมาย

แต่วันนี้ผมได้อีกประเภทครับ มันคือ!!!! กระเทยคุยโทรศัพท์

นี่คือสิ่งที่ผมสามารถสรุปได้จากกลุ่มนี้ครับ เขาจะคุยด้วยน้ำเสียงที่เนิบๆ แต่มีพลัง เป็นน้ำเสียงที่นุ่มนวล แต่ด่าพ่อล่อแม่ได้หมด เป็นเสียงที่เรียบง่าย แต่ได้ยินไปจนถึงคนขับรถ (บังเอิญมันนั่งกลางรถด้วยล่ะนะ)

สรุปแล้วผมก็ได้รู้เรื่องราวของมันทั้งหมด ตั้งแต่มันคุยด่าใครก็ไม่รู้ (น่าจะเป็นพี่น้องมัน) ที่ไม่ยอมลงมากรุงเทพ ด้วยสาเหตุที่บอกตอนแรกว่า อาจารย์สั่งให้ทำแล็ปช่วงปีใหม่ ไอ้กระเทยคนนี้ก็ด่ามันอยู่นั่นแหล่ะ ยังกะง้อให้แฟนมาหา ด่าอาจารย์อีกต่างหาก ไม่รักครอบครัว สั่งงานปีใหม่ มีปัญหาอะไร เอาเบอร์อาจารย์มาให้กรูคุยเองเลย จนกระทั่งช่วงสุดท้าย ไอ้คนที่มันคุยอยู่เลยยอมรับว่า ไม่มีเงิน (ไอ้เจี้ย เสียเวลาคุยร่วม 15 นาที อ้อมไปอ้อมมาอยู่นั่นแหล่ะ) นอกจากนั้นก็รู้รายละเอียดอีกว่ากระเทยคนนี้มันอยู่หอพักแถวตลิ่งชัน (เดี๋ยวดักตีหัวแม่งเลย) มีเมทมันหนึ่งคน บ้านมันอยู่สระบุรี แต่ไม่กลับบ้านปีใหม่ด้วยสาเหตุที่คนเยอะ เคยนั่งรถทัวร์แล้วบอกว่าคนโคตรเยอะ กรูนั่งยืน 2-3 ชั่วโมงกว่าจะถึงกรุงเทพ ขอโทษครับ ผมนั่งฟังมันมาตั้งแต่ก่อนล้อหมุนออกรถ มันมาวางตอนอยู่บนทางด่วนใกล้จะลงที่อนุสาวรีย์แล้วถึงจะวางหู

แต่ไม่…. ไม่ๆ มันไม่จบแค่นั้น กรูนึกว่าจะจบแล้ว มันหยิบมือถือขึ้นมาอีกครับ มันโทรอีก

“เฮ้ย เมิงกินอะไรหรือยัง กรูยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้า กรูจะแวะกินเตี๋ยวเรือที่อนุสาวรีย์ก่อนนะเว่ย” หลังจากนั้นมันก็คุยต่อ จนผมจับใจความได้ว่า มันคุยกับเมทมันอยู่ “เมิงจะมาป่าววะ ไอ้เหี้ย ไม่ต้องเล่นตัว จะมากินก็บอกมา ไม่อยากมาก็บอกไม่มา” สุดท้ายหลังจากจบประโยคนี้ก็วางหูครับ และกำลังจะลงทางด่วนที่อนุสาวรีย์ชัย ผมก็คิดว่านรกของผมคงน่าจะจบแล้ว

ไม่ๆ ไอ้เหี้ย เมิงยกโทรศัพท์ขึ้นมาโทรอีกแล้วเหรอวะ ต่อไปแม่งจะโทรไปด่าใครอีกวะเนี่ย

“สวัสดีจ๊ะ เนี่ยเดี๋ยวจะไปกินเตี๋ยวเรือที่อนุสาวรีย์กับ… (จำชื่อไม่ได้) จะมากินด้วยหรือเปล่าจ๊ะ จะถึงแล้วจ้ะ” นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ผมได้ยินจากปากของมัน (ในใจคิด แม่งคุยกับผู้ชาย เสียงเหี้ยฉิบหาย เวลาคุยกับผู้หญิงเสียงจ๊ะจ๋าเชียว กระเทยเป็นอย่างนี้หมดเหรอวะ) ก่อนที่ผมจะลงจากรถ เพื่อสู่โลกอันกว้างใหญ่ โลกที่กรูไม่ต้องไปยุ่งกับเรื่องส่วนตัวคนอื่นอีก

สรุปแล้ว หลังจากวันนี้ทำให้ผมคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ที่ผมอยากทำขึ้นมาอีกอย่าง นั่นก็คือ “เครื่องดูดคลื่นมือถือ” กรูจะทำแม่งให้เป็นกฎหมายเอาไปวางไว้ตามที่ๆ ไม่ต้องการโทรศัพท์ เอาไปติดตามโรงหนัง รถตู้ รถเมล์ ดูดคลื่นโทรศัพท์แม่งให้หมด ไอ้แสดดดดดดดดดดดดด

ปล. รู้สึกว่ายิ่งเขียน ภาษามันจะยิ่งหยาบขึ้นเรื่อยๆ แฮะ สงสัยมีอารมณ์จริงๆ

ปอ. เขียนมาวันนี้ เพื่อไว้อาลัยให้กับตัวเองด้วยครับ

ปฮ. ช่วงนี้งานยุ่งมาก จนถึงยุ่งมากที่สุด ออนเอ็ม ไม่ค่อยได้คุยกับใคร คุยก็ทิ้งๆ ขว้างๆ ไงๆ ก็ขออภัยด้วยนะครับ